| saravut's profileMINI.ROMEOPhotosBlogLists | Help |
MINI.ROMEOMY life @ "The Kingdom of THAILAND" March 10 เศรษฐีวงการ ไอทีเจ้าของเว็บ Facebookชื่อของมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ดูจะน่าสนใจมากขึ้นอีกเมื่อนิตยสาร Forbes จัดอันดับให้ซัคเกอร์เบิร์กเป็นเศรษฐีที่รวยอันดับ 785 ของโลก หลายคนอยากรู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นใคร มาจากไหน และเส้นทางรวยล้นฟ้าด้วยวัยเพียง 23 ปีเกิดขึ้นได้อย่างไร แม้จะมีบทความมากมายเขียนไขข้อข้องใจไปแล้ว แต่ผู้จัดการไซเบอร์ ก็อดไม่ได้ที่จะรวบรวมเรื่องราวของซัคเกอร์เบิร์กมาเสนออีกครั้ง ปัจจุบัน ซัคเกอร์เบิร์กเป็นทั้งนักธุรกิจและนักเขียนโปรแกรม ดำรงตำแหน่งประธานบริหารเว็บไซต์เฟสบุ้ก Facebook.com ธุรกิจเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์มูลค่าหลายพันล้านเหรียญที่สร้างขึ้นเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์ดเวิร์ด ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมรุ่นและเพื่อนร่วมห้องอย่าง Andrew McCollum, Dustin Moskovitz และ Chris Hughes เชื้อสายยิว-อเมริกัน ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สาราณุกรมออนไลน์ระบุว่า Mark Elliot Zuckerberg เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 1984 ปัจจุบันอายุ 23 ปี เติบโตในย่าน Dobbs Ferry รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ครอบครัวเป็นยิว-อเมริกัน เริ่มเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากนั้นเข้าศึกษาระดับมัธยมที่ Ardsley High School และจบมัธยมปลายที่ Phillips Exeter Academy ในปี 2002 ซัคเกอร์เบิร์กเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด หยุดเรียนไปกลางคัน และกลับมาลงทะเบียนเรียนอีกครั้งในปี 2006 ที่ฮาร์เวิร์ด ซัคเกอร์เบิร์กเริ่มต้นโครงการวิจัยหรือโปรเจ็กต์ชิ้นแรกกับเพื่อนร่วมห้อง Arie Hasit ชื่อของโปรเจ็กต์นี้คือ Coursematch เป็นบริการที่เปิดให้นักศึกษาสามารถดูรายชื่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้ โปรเจ็กต์ต่อมาคือ Facemash.com เว็บไซต์โหวตรูปนักศึกษาฮาร์เวิร์ดว่าใครได้รับความนิยมชมชอบมากหรือน้อย แต่แล้วเมื่อโปรเจ็กต์นี้ให้บริการจริงบนโลกออนไลน์เพียง 4 ชั่วโมง มหาวิทยาลัยก็ลงดาบระงับการใช้อินเทอร์เน็ตของซัคเกอร์เบิร์ก ด้วยข้อหาว่าโปรเจ็กต์นี้ของซัคเกอร์เบิร์กละเมิดนโยบายการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ และเป็นภัยต่อระบบความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย เขียนไม่ถึง2สัปดาห์? ซัคเกอร์เบิร์กคลอดบริการนาม Facebook จากห้องพักตัวเองในมหาวิทยาลัยด้วยฤกษ์วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2004 บางแหล่งข่าวระบุว่าซัคเกอร์เบอร์เขียนโปรแกรม FaceBook ชุดดั้งเดิมในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ คราวนี้ไม่ใช่บริการโหวตรูปหรือบริการแสดงรายชื่อเพื่อนร่วมชั้น แต่เป็นบริการที่ให้นักศึกษาสามารถโพสต์ข้อมูลของตัวเองได้เท่าที่ต้องการ แน่นอนว่าเฟสบุ้กได้รับความนิยมถล่มทลายในฮาร์เวิร์ด นักศึกษาราว 2 ใน 3 แห่ลงทะเบียนใช้งานตั้งแต่ 2 สัปดาห์แรกที่เปิดให้บริการ ต่อมาซัคเกอร์เบิร์กและเพื่อน Dustin Moskovitz เริ่มขยายบริการเฟสบุ้กไปยังสถานมหาวิทยาลัยอื่น เช่น สแตนฟอร์ด โคลัมเบีย และเยล โดยราว 4 เดือน สถานศึกษาที่ใช้บริการ Facebook มีจำนวนราว 30 แห่ง เมื่ออะไรก็ไปได้สวย ซัคเกอร์เบิร์กตกลงใจเดินทางไป Palo Alto แคลิฟอร์เนียพร้อม Moskovitz และกลุ่มเพื่อนช่วงฤดูร้อนปี 2004 ทั้งกลุ่มวางแผนกลับฮาร์เวิร์ดให้ทันฤดูใบไม้ร่วงแต่ก็เปลี่ยนใจอยู่ที่แคลิฟอร์เนียต่อไป และขาดเรียนที่ฮาร์เวิร์ดตั้งแต่นั้น ห้องเช่าถูกดัดแปลงเป็นสำนักงานชั่วคราว ช่วงฤดูร้อนนี้เองที่ทำให้ซัคเกอร์เบิร์กได้พบกับ Peter Thiel ผู้ร่วมก่อตั้งบริการชำระเงินออนไลน์ PayPal ซึ่งให้ทุนก้อนแรกมา 5 แสนเหรียญ สำนักงานเฟสบุ้กแห่งแรกจึงกำเนิดขึ้นที่ University Avenue ในตัวเมือง Palo Alto นับจากนั้นไม่กี่เดือน ปัจจุบัน เฟสบุ้กมีอาคารสำนักงานในเมือง Palo Alto จำนวน 4 อาคาร ซึ่งซัคเกอร์เบิร์กเรียกว่า "urban campus" หรืออาณาจักรวิทยาลัย ไม่ใช่เส้นทางของซัคเกอร์เบิร์กจะโรยแต่กลีบกุหลาบ ติดตามวิกฤตของซัคเกอร์เบิร์กในตอนต่อไป ตอนที่ 2 บทความตอนที่แล้วดูเหมือนจะสะท้อนแต่เส้นทางโรยกลีบกุหลาบของมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) เศรษฐีวัย 23 ปีจากโลกออนไลน์ที่นิตยสาร Forbes จัดอันดับว่าร่ำรวยเป็นอันดับ 785 ของโลก จากเด็กชายในครอบครัวยิว-อเมริกันที่เริ่มเขึยนโปรแกรมตั้งแต่ประถม 6 สู่หนุ่มนักศึกษาฮาร์เวิร์ดที่พาตัวเองและผองเพื่อนปลุกปั้นโปรเจ็ค Facebook.com บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ให้เป็นธุรกิจเต็มขั้น แน่นอนว่าก่อนที่ Facebook จะทำให้ซีอีโอซัคเกอร์เบิร์กกลายเป็นเศรษฐีหนุ่มติดอันดับโลก ยังมีขวากหนามมากมายที่ซัคเกอร์เบิร์กต้องฝ่าฟันไป Facebook นั้นเป็นที่รู้จักในนามบริการออนไลน์ที่ทำให้ผู้ใช้แบ่งปันข้อมูลกับเพื่อนที่อยู่ในสังคมเดียวกันแบบรวดเร็วทันใจและเข้าถึง ทั้งข้อมูลแฟ้มภาพถ่ายเมื่อครั้งไปเที่ยว ภาพยนตร์ที่ชอบ และประวัติส่วนตัวทั่วไป ต่างจากเว็บไซต์ชุมชนออนไลน์อื่นตรงที่ Facebook เป็นชุมชนในโลกที่มีตัวตนอยู่จริง ใช้ชื่อ Email เดียวกันและต้องการทำความรู้จักคนอื่นๆในสังคมเดียวกัน ทั้งหมดนี้โดนใจชาวอเมริกันที่กระตือรือร้นอยากจะรู้จักคนอื่นในสังคมเดียวกันให้มากขึ้น ชาวอเมริกันที่นิยมชมชอบ Facebook มีทั้งกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย นักเรียนโรงเรียนมัธยม รวมถึงคนวัยทำงาน สถิติชุมชนที่ใช้ Facebook ล่าสุดมีจำนวนหลายหมื่นชุมชน มีทั้งชุมชนเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ CIA ชุมชนพนักงานร้านแมคโดนัลด์ และกองกำลังนาวิกโยธินของสหรัฐฯ ที่สำคัญ Facebook ยังสนับสนุนการขายสินค้าข้ามบริษัทบนเว็บไซต์ และวางเป้าหมายว่า ผู้ใช้จะสามารถค้นหาสินค้าทุกชนิดได้จากเว็บไซต์แห่งนี้ในอนาคต วิกฤตคือโอกาส หลังจากได้ทุนก้อนแรกจาก Peter Thiel ผู้ร่วมก่อตั้งบริการชำระเงินออนไลน์ PayPal มูลค่า 5 แสนเหรียญ ผลงานหนึ่งที่โด่ดเด่นของ Facebook.com คือบริการ News Feed เริ่มให้บริการตั้งแต่เดือน 5 กันยายน 2006 ไม่ใช่รายการข่าวสารบ้านเมืองแต่เป็นรายการความเคลื่อนไหวของกลุ่มเพื่อนในเว็บไซต์ ซัคเกอร์เบิร์กตกที่นั่งลำบากเนื่องจากผู้ใช้จำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับฟีเจอร์นี้ โดยผู้ใช้มองว่า News Feed ทำให้ข้อมูลส่วนตัวแพร่กระจายไปทั่วเว็บ Facebook โดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ใช้ Facebook ร่วมใจประท้วงไม่เห็นด้วยกับฟีเจอร์ News Feed ราว 700,000 คนภายในไม่ถึง 48 ชั่วโมง ร้อนถึงซัคเกอร์เบิร์กต้องเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงผู้ใช้ เพื่อขอโทษที่ละเลยการให้ความสำคัญกับการปกป้องความเป็นส่วนตัว และยืนยันว่าเจตนาในการออกแบบฟีเจอร์ News Feed คือเพื่อให้ข่าวสารข้อมูลแก่คนในชุมชนเดียวกันบน Facebook เท่านั้น เมื่อทีมวิศวกรของ Facebook ลงมือปรับปรุงความเป็นส่วนตัวของ News Feed ซัคเกอร์เบิร์กระบุว่าขณะนี้ News Feed กลายเป็นสิ่งที่ผู้ใช้นิยมไปแล้วเรียบร้อยโรงเรียน Facebook เดือนพฤศจิกายน 2007 ซัคเกอร์เบิร์กได้ฤกษ์เปิดตัวระบบโฆษณาออนไลน์ใหม่ในชื่อ Beacon เป็นระบบที่เปิดให้นักการตลาดสามารถลงโฆษณาได้ด้วยตัวเองคล้ายระบบของกูเกิล (Google) ชนวนระเบิดปะทุขึ้นอีกเมื่อระบบโฆษณา Beacon สามารถเก็บข้อมูลใช้งานเว็บไซต์ของสมาชิก Facebook ได้ ความสามารถนี้ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า Facebook กำลังจะละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อีกครั้ง ธันวาคม 2007 ซัคเกอร์เบิร์กระบุว่ากำลังดำเนินการทดสอบระบบโฆษณา Beacon อย่างจริงจัง ขออภัยในข้อผิดพลาดต่อผู้ใช้ และเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ Facebook ยังเผชิญปัญหาเดียวกับเว็บไซต์อื่นๆ คือปัญหาการฟ้องร้องว่าเป็นผลงานที่ขโมยความคิดคนอื่นมา โดยนักศึกษาฮาร์เวิร์ด 3 รายนาม Divya Narendra, Cameron Winklevoss และ Tyler Winklevoss ระบุว่าเคยว่าจ้างให้ซัคเกอร์เบิร์กเขียนโปรแกรมบนเว็บไซต์ของพวกเขานามว่า ConnectU และกล่าวหาว่าซัคเกอร์เบิร์กขโมยแนวคิด การออกแบบ แผนธุรกิจ รวมถึงซอร์สโค้ดดั้งเดิมไป คดีนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2004 ผู้ฟ้องระบุว่าร้องเรียนเพื่อความเป็นธรรม และไม่มีเจตนาให้เว็บ Facebook ต้องปิดตัวลง อย่างไรก็ตาม Facebook ตัดสินใจฟ้องกลับและการพิพากษาคดียังไม่สิ้นสุดในขณะนี้ ด้านสื่อใหญ่อย่างนิวยอร์กไทมส์ เคยแสดงความเห็นว่า ซัคเกอร์เบิร์กอาจได้แนวคิดบริการมาจากเว็บไซต์ houseSYSTEM ของคุณปู่ Aaron J. Greenspan บุคคลสำคัญของสหรัฐฯก็เป็นได้ รวยเพราะหุ้น ซัคเกอร์เบิร์กไม่ได้สร้างฐานะปึกแผ่นจากรายได้โฆษณาซึ่งเป็นรายได้หลักของเว็บ Facebook แต่มาจากการขายหุ้นบริษัทให้ไมโครซอฟท์ซึ่งทุ่มเงินกว่า 8,000 ล้านบาท ซื้อหุ้น Facebook ในสัดส่วน 1.6% จากซัคเกอร์เบิร์ก ราคานี้ไมโครซอฟท์คำนวณโดยตั้งมูลค่า Facebook ไว้สูงถึง 51,000 ล้านบาท มูลค่าเทียบเท่าบริษัทจำหน่ายสินค้าชื่อดัง GAP และโรงแรมแมริออท การตัดสินใจขายหุ้นให้ไมโครซอฟท์ เกิดขึ้นหลังจาก Facebook ปฏิเสธข้อเสนอซื้อมูลค่า 1 พันล้านเหรียญจากยาฮู (Yahoo) ครั้งนั้นทั้งตัวซัคเกอร์เบิร์กและนักลงทุนคนแรกของบริษัทอย่าง Thiel กล่าวตรงกันว่ายังไม่รีบร้อนขาย Facebook ให้แก่บริษัทยักษ์ใหญ่หรือขายหุ้นให้สาธารณชน และราคาเสนอซื้อแค่หนึ่งพันล้านเหรียญนั้นต่ำเกินไป ฐานผู้ใช้และจำนวนผู้เข้าชมที่เพิ่มขึ้นทุกวันทำให้ทั้งสองเชื่อว่ามูลค่าบริษัทสูงกว่าที่ยาฮูเสนอมาแน่นอน สิ่งที่ Facebook จะเลือกจึงเป็นการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและทำให้บริษัทเติบโตต่อไป แต่เมื่อยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ตัดสินใจควักเงิน 246 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 8.16 พันล้านบาท) แลกกับการครอบครองหุ้น Facebook เพียง 1.6% ทำให้ซัคเกอร์เบิร์กอดใจไม่ไหว ยอมเจียดหุ้นในมือยกให้ไมโครซอฟท์แต่โดยดี เรื่องนี้ได้รับเสียงวิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะการที่ไมโครซอฟท์ให้ราคา Facebook สูงกว่าผู้เสนอซื้อรายอื่นอย่างน่าสงสัย เพราะหากคำนวณราคาหุ้นที่ไมโครซอฟท์เสนอมา เท่ากับไมโครซอฟท์กำหนดมูลค่ารวมของ Facebook ไว้ถึง 1,500 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 51,000 ล้านบาท ซึ่งเซอร์เกย์ บริน ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิลซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่เสนอตัวซื้อหุ้น Facebook ด้วยเช่นกัน ระบุว่าเป็นราคาที่เกินจริง เพราะในแต่ละปีเฟซบุ๊คทำรายได้ไม่ถึง 200 ล้านเหรียญด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี การซื้อขายหุ้นระหว่างไมโครซอฟท์และซัคเกอร์เบิร์กมูลค่า 246 ล้านเหรียญ และการถือหุ้นบริษัทที่ไมโครซอฟท์ตีราคาไว้สูงถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในสัดส่วน 10 เปอร์เซ็นต์ ก็ทำให้นิตยสาร Forbes จัดอันดับความร่ำรวยของซัคเกอร์เบิร์กไว้ที่อันดับ 785 ของโลกไปแล้ว แม้นักวิเคราะห์จะยังสงสัยในสภาพคล่องด้านการเงินของซัคเกอร์เบิร์กอยู่ แม้จะถูกสงสัยเรื่องสภาพการเงิน แต่ซัคเกอร์เบิร์กไม่เคยถูกสงสัยเรื่องฝีไม้ลายมือ ขณะนี้ Facebook กำลังเพิ่มจำนวนวิศวกรและพนักงานบริการลูกค้าเพื่อรองรับตลาดมหาวิทยาลัยในแคนาดาและอังกฤษที่มีอัตราเติบโตเกือบ 30% ต่อเดือน และทำสถิติเป็นเว็บที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของสหรัฐฯ เชื่อแน่ว่า โลกจะจับตาเศรษฐีหนุ่มวัย 23 ปีคนนี้ต่อไปอีกนานแสนนาน February 12 คนรวย VS คนชั้นกลางผมได้อ่านหนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มหนึ่งเขียนโดย Keith Cameron Smith เรื่องความแตกต่างที่โดดเด่น 10 ข้อ ระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลาง และเห็นว่ามันมีความเป็นจริงอยู่พอสมควรจากการสังเกตของผม ดังนั้น จึงขอนำมาเผยแพร่เพื่อที่ว่าเราจะได้รู้ว่าเราอยู่ในด้านไหนของสังคมและจะต้องทำอย่างไรเพื่อที่ว่าเราจะได้ย้ายจากการมีแนวโน้มที่จะเป็นคนชั้นกลางสู่การเป็นคนรวย
ความแตกต่างข้อแรกก็คือ เศรษฐีนั้นคิดยาวแต่คนชั้นกลางคิดสั้น ว่าที่จริงคนที่คิดสั้นที่สุดก็คือคนจน พวกเขามักจะคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ คนชั้นกลางนั้นมักจะคิดเป็นเดือนต่อเดือน นั่นคือคิดถึงวันเงินเดือนออก แต่คนรวยจะต้องคิดยาวเป็นปี ๆ หรือเป็นสิบ ๆ ปี ในใจของคนจนนั้น เขามักคิดแต่เฉพาะเรื่องของความอยู่รอดเป็นหลัก ในขณะที่คนชั้นกลางคิดถึงเรื่องความสุขสบายจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ส่วนคนรวยนั้น เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน เขาต้องการความเป็นอิสระทางการเงิน การคิดยาวนั้นมีพลังมหาศาล เพราะมันจะทำให้เขาอดออมและลงทุนระยะยาวซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็นเวลานาน และนี่คือสูตรสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนมั่งคั่ง ข้อสอง คนรวยพูดเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย คนชั้นกลางพูดเกี่ยวกับสิ่งของ และคนจนพูดถึงเรื่องของคนอื่น นี่คงไม่ได้หมายถึงว่าคนรวยไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งของหรือคนอื่น แต่หมายถึงว่าคนรวยจะพูดถึงเรื่องของคนอื่นน้อยกว่าคนจนและมักจะเป็นคนที่มีแนวความคิดดี ๆ หรือมีมุมมองต่าง ๆ มากกว่าคนชั้นกลางและคนจน เบื้องหลังของนิสัยในเรื่องนี้คงอยู่ที่ว่า คนรวยนั้นมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนจนซึ่งมักจะชอบ “ซุบซิบนินทา” เป็นนิจสิน ในขณะที่คนชั้นกลางอาจจะเน้นการทำงานประจำ ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์ ดนตรี การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น ข้อสาม คนรวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงจะคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชิน ในขณะที่คนรวยนั้นคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า เขาคิดว่าในการเปลี่ยนแปลงนั้นมักมีโอกาสที่เขาอาจจะฉกฉวยได้ เบื้องหลังนิสัยนี้อาจจะมาจากการที่คนรวยมีความมั่นใจสูงกว่าคนชั้นกลางที่มักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ ๆ ได้ ข้อสี่ คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง นี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลยนั้นจะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง ในขณะที่คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดีจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริง ๆ นั้นจะมีน้อยมาก ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ คนชั้นกลางส่วนใหญ่นั้นมักจะกลัวการลงทุนในหุ้นหรือตราสารการเงินที่มีความผันผวนของราคาโดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้วมันอาจจะมีความคุ้มค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก ในอีกมุมหนึ่ง คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง “บ้าบิ่น” เช่นคนที่เล่นหุ้นวันต่อวันเองก็ไม่ใช่นิสัยของคนรวย คนรวยนั้นจะต้องรับความเสี่ยงเฉพาะที่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ข้อห้า คนรวยเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน นิสัยการเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นหัวใจเศรษฐีจริง ๆ เพราะในความรู้สึกของผมเอง การเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นเพียงพื้นฐานที่เรานำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้ และเวลาหลังจากการเรียนในโรงเรียนนั้นยาวมากเป็นหลายสิบปี ดังนั้น ความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน โดยนัยของข้อนี้ คนรวยจึงน่าจะมีนิสัยรักการอ่านหรือการหาความรู้ต่อไปเรื่อย ๆ ในขณะที่คนชั้นกลางนั้น พอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจอ่านหนังสือหรือหาความรู้ใหม่ ๆ และความรู้ที่ผมคิดว่าคนชั้นกลางพลาดไปเพราะไม่มีการสอนในโรงเรียนก็คือ ความรู้ทางด้านการเงินที่คนรวยมักจะศึกษาต่อเพราะเห็นถึงความสำคัญและอาจนำไปสู่ความร่ำรวยได้ ข้อหก คนรวยทำงานเพื่อหากำไร คนชั้นกลางทำงานเพื่อจะได้ค่าจ้าง คนรวยมองว่านี่คือหนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่าแม้ว่าจะมีความเสี่ยง ในขณะที่คนชั้นกลางนั้นมักจะไม่กล้าเสี่ยงและอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่า จึงมุ่งไปที่การหางานที่จะมีรายได้แน่นอน แต่รายได้จากการใช้แรงงานของตนเองนั้น มีน้อยคนที่จะทำให้ตนเองรวยได้ ข้อเจ็ด คนรวยเชื่อว่าพวกเขาจะต้องใจบุญสุนทาน คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาที่จะทำบุญ ข้อนี้ผมเองคงไม่มีคอมเม้นท์อะไร ส่วนหนึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละคนที่ไม่ค่อยบอกหรือรู้กันยกเว้นกรณีที่เป็นการบริจาคใหญ่ ๆ อย่างกรณีของบัฟเฟตต์หรือบิลเกต ข้อแปด คนรวยมีแหล่งรายได้หลากหลาย คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง ข้อนี้ก็เช่นกัน ผมเองไม่แน่ใจว่าคนรวยมีรายได้จากหลายแหล่งเพราะรวยแล้วจึงไปลงทุนในทรัพย์สินหลาย ๆ อย่าง หรือมีทรัพย์สินหลายอย่างจึงทำให้รวย แต่ที่ผมเห็นชัดเจนก็คือ คนชั้นกลางนั้น มักไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงทำให้รายได้มักจะมาจากเงินเดือนเป็นหลัก ข้อเก้า คนรวยเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง คนชั้นกลางเน้นการเพิ่มของเงินเดือน เป้าหมายของคนรวยนั้นอยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนโดยมองที่ภาพรวม ดังนั้น ถ้าเขามีหุ้นอยู่ การที่หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเขาก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้องเสียภาษี แต่คนชั้นกลางพยายามทำงานเพื่อให้มีเงินเดือนสูงขึ้นแต่เขาอาจจะลืมไปว่าเขาจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย สรุปก็คือ คนรวยเน้นการลงทุนใช้เงินทำงานแทนตนเอง คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเอง สุดท้าย ข้อสิบ คนรวยชอบตั้งคำถามที่เป็นบวกและสร้างกำลังใจ เช่น ฉันจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร? ในขณะที่คนชั้นกลางชอบตั้งคำถามที่เป็นลบและเสียกำลังใจเช่น จะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าบัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร ? และนั่นก็คือความแตกต่าง 10 ข้อระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลางที่มีคนตั้งข้อสังเกตไว้ ซึ่งผมเชื่อว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นจริง แน่นอน คนรวยบางคนก็มีคุณสมบัติที่เป็นแบบคนชั้นกลาง และคนชั้นกลางจำนวนมากก็มีนิสัยแบบคนรวย แต่ถ้าเราอยากรวย ผมคิดว่า การยึดนิสัยแบบคนรวยน่าจะทำให้เรามีโอกาสมากกว่า
by: ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 12 กุมภาพันธ์ 2551
February 06 สำรวจแนวรบโลกการเงิน ก่อนเลือกสมรภูมิลงทุน : ว่าด้วย 'หุ้น' ในบรรดาสมรภูมิการลงทุนทั้งปวง ‘ตลาดหุ้น’ เป็นสมรภูมิที่มีความสับสนอลหม่านที่สุด แต่ก็เป็นสมรภูมิที่มีเสน่ห์น่าหลงใหลที่สุด และก็เพราะความมีเสน่ห์นี่เองที่ทำให้สมรภูมินี้เกิดความอลหม่าน และก็เพราะความอลหม่านนี่เองที่ทำให้สมรภูมินี้มีเสน่ห์น่าค้นหา ปัจจัยที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันนี้ทำให้ตลาดหุ้นเป็นสมรภูมิการลงทุนที่คาดเดายากที่สุด ผู้น้อยขอยอมรับด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์ว่า ผู้น้อยไม่มีกลยุทธ์ใดๆมานำเสนอต่อนายท่านสำหรับการลงทุนในสมรภูมินี้ เพราะไม่มีกลยุทธ์ใดจริงๆ ที่ใช้ได้ผลสำหรับนายท่านทุกคน (มีแต่เพียงแนวทางและคำชี้แนะจากผู้ที่กรำศึกโชกโชนที่นายท่านต้องนำไปพลิกแพลงเอง ซึ่งผู้น้อยจะนำมาเสนอในตอนต่อๆไป) นั่นหมายความว่า กลยุทธ์สำหรับการลงทุนในสมรภูมินี้เป็นเรื่อง ‘ปัจเจก’ หรือ เป็นเรื่องเฉพาะตน เรียกได้ว่า นักลงทุนในตลาดหุ้นมีจำนวนเท่าใด ย่อมมีกลยุทธ์จำนวนเท่านั้น
แม้ความจริงที่ผู้น้อยได้กล่าวกับนายท่านนี้จะเป็นเหตุให้ผู้น้อยถูกตำหนิ ก็ต้องถือว่าคุ้มค่า ถ้าแลกกับการที่จะทำให้นายท่านตระหนักว่า หน้าที่ในการหากลยุทธ์ หรือ การสร้างสไตล์การลงทุนที่ประสบความสำเร็จอยู่ในมือของนายท่านเอง ไม่ใช่กูรู หรือ กุนซือคนใดทั้งนั้น การเล่นหุ้น หรือ การทำศึกในสมรภูมิตลาดหุ้นนี้ ถ้าเปรียบแล้วย่อมเหมือนการใช้ชีวิตบนโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หากหวังจะประสบความสำเร็จในสมรภูมินี้ ขออย่าได้ฝากชีวิตไว้กับใครเป็นอันขาด แค่เริ่มต้นก็น่ากลัวเสียแล้ว เมื่อมาถึงสมรภูมิแห่งนี้ แต่ในฐานะกุนซือ ผู้น้อยย่อมต้องพยายามหาทางปกป้องอาณาจักรการลงทุนของนายท่าน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของความสับสนอลหม่าน เนื่องจากก่อนจะค้นพบกลยุทธ์อันล้ำเลิศด้วยตนเองนั้น ย่อมต้องแลกมาด้วยการทุ่มเทแรงกาย แรงใจ สติปัญญา และไพร่พลเสบียงม้าศึกเป็นอันมาก หากเพลี่ยงพล้ำกลางศึก อาจถึงขั้นเสียเมืองไปโดยง่าย ผู้น้อยไม่มีเจตนาใช้สำนวนที่ทำให้นายท่านที่กำลังเตรียมตัว หรือ ที่กำลังทำศึกอยู่เสียกำลังใจ แม้ตามพระอัยการศึกจะบัญญัติว่า ผู้ใดบั่นทอนขวัญกำลังใจกองทัพ ย่อมได้รับโทษสูงสุด คือ การถูกส่งไปอยู่โลกหน้า ดั่งที่ ‘เจียวก้าน’ปราชญ์กวีคู่ใจโจโฉ ได้ถูกคมดาบปลิดศีรษะมาแล้ว จากโทษที่พยากรณ์ว่า โจโฉจะถอยทัพ ทำให้ขวัญกำลังใจไพร่พลสั่นคลอน แต่ด้วยสมรภูมิแห่งนี้เต็มไปด้วยภยันตราย ผู้น้อยจึงต้องเตือนให้นายท่านตระหนักว่า การจะพิชิตชัยในตลาดหุ้นนั้น ต้องมองเห็น ‘ความเป็นระเบียบ’ ใน ‘ความสับสนอลหม่าน’ ให้ได้เสียก่อน ต้องแยกแยะให้ได้ว่าอะไรเป็นอะไร ดังนั้น ผู้น้อยจึงอาสานำกฎ ‘หุ้น 6 ประเภท’ ของท่านปรมาจารย์ ‘ปีเตอร์ ลินช์’ ที่ผู้น้อยยกย่อง (ซึ่งท่านอาจารย์ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรที่ผู้น้อยยกย่องเช่นกันได้เรียบเรียงไว้ในหนังสือ ‘เหนือกว่า วอลสตรีท’) มาให้นายท่านพิจารณาเพื่อเข้าถึงความชัดเจนในความคลุมเครือของตลาดหุ้น ปรมาจารย์ ลินช์ ได้สร้างกฎที่จะช่วยให้นายท่านมองเห็นความเป็นระเบียบท่ามกลางความสับสนอลหม่านในตลาดหุ้นด้วยการจำแนกหุ้นออกเป็น 6 ประเภทหลักได้แก่ หุ้นโตช้า หุ้นแข็งแกร่ง หุ้นโตเร็ว หุ้นสินทรัพย์มาก หุ้นวัฏจักร และหุ้นฟื้นจากหลุม หรือ หุ้นเทิร์นอราวด์ และบรรยายคุณสมบัติเฉพาะของหุ้นแต่ละประเภทเพื่อให้ทราบว่า หุ้นแต่ละประเภทนั้นเหมาะกับสไตล์การลงทุนแบบไหน และเหมาะที่จะลงทุนเมื่อใด มาเริ่มกันที่ ‘หุ้นโตช้า’ ก่อน เห็นแค่ชื่อก็จินตนาการออกแล้วว่า หุ้นประเภทนี้มีลักษณะเป็นอย่างไร และน่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใด ใช่! นายท่านคิดไม่ผิดแน่ หุ้นโตช้าเหล่านี้จัดเป็นหุ้นที่ราคานิ่งเสมือนน้ำในทะเลสาบที่แทบหาคลื่นไม่ได้ และส่วนใหญ่จะอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นรากฐานให้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ หรือ เป็นสาธารณูปโภคที่จำเป็น เช่น ทางด่วน ไฟฟ้า ประปา การขนส่งมวลชน เป็นต้น กำไรของบริษัทที่อยู่ในกลุ่มหุ้นโตช้านี้จะเกาะติดกับตัวเลขจีดีพี หรือ บวกลบต่างกันไม่เท่าไร เช่น จีดีพีโต 10% กำไรของบริษัทเหล่านี้ก็อาจโตได้ 12% หรือ 8% ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารต้นทุนของผู้บริหาร สิ่งดีๆที่หุ้นโตช้าเหล่านี้จะพึงให้ได้คือ เงินปันผล ที่อาจจะจ่ายในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของแบงก์ชาติ หรือ หากโชคดีกว่านั้นก็อาจมีการลงทุนขยายธุรกิจเพื่อรองรับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น การขยายกำลังการผลิตไฟฟ้า การสร้างส่วนต่อขยายทางด่วน เป็นต้น ผู้ที่เหมาะจะลงทุนในหุ้นเหล่านี้ก็ได้แก่ผู้ที่ปราศจากความหลงใหลในความเสี่ยง รักสันโดษ ประพฤติพรหมจรรย์ (ข้อนี้ชักจะมากไป) ไม่ชอบการแก่งแย่งแข่งขัน และใจเย็นดุจน้ำแข็ง ประเภทต่อมา ‘หุ้นแข็งแกร่ง’ คือ หุ้นที่มีความเคลื่อนไหวของราคามากกว่าหุ้นโตช้า แต่ไม่ถึงกับหวือหวา ดูกราฟของหุ้นประเภทนี้ก็จะเห็นเป็นคลื่นลูกน้อยใหญ่สลับกันไป บริษัทที่อยู่ในกลุ่มหุ้นแข็งแกร่งนี้ต้องมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งสมชื่อ มีหนี้สินน้อย ต้องมีตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่ง ครองส่วนแบ่งตลาดสูง มีแบรนด์ที่คนส่วนใหญ่รู้จักและให้ความเชื่อถือ การลงทุนหุ้นประเภทนี้ให้ประสบความต้องอาศัยการเลือกจังหวะลงทุนที่ถูกต้อง เพราะปัจจัยพื้นฐานของหุ้นเหล่านี้แทบหาความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใดๆไม่ได้ เรียกว่า ทำธุรกิจอะไร ก็ทำอยู่อย่างนั้น เคยประสบความสำเร็จอย่างไร ก็ประคับประคองและรักษาไว้อย่างนั้น ไม่มี ‘big change’ ‘big move’ ให้ตื่นเต้น หากหวังจะลงทุนหุ้นประเภทนี้ให้ได้กำไรคุ้ม ก็ต้องอาศัยการเข้าซื้อช่วงที่ตลาดเริ่มเบื่อหุ้นแข็งแกร่งแล้ว ทั้งที่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ราคาหุ้นจะค่อยๆโน้มลงมาให้นักลงทุนผู้เยือกเย็นและมองเห็นธรรมชาติอันเป็นระเบียบของหุ้นกลุ่มนี้ได้ซื้อหาสะสมกันอย่างจุใจ ก่อนตลาดจะเห็นคุณค่าของหุ้นแข็งแกร่งอีกครั้ง ส่วนบริษัทที่เข้าข่ายเป็นหุ้นแข็งแกร่ง ท่านปรมาจารย์ ลินช์ บอกว่า ที่ชัดเจนที่สุดย่อมหนีไม่พ้น ‘Coca-Cola’ เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ยอดขายน้ำดำก็ไม่เคยตก หรือ ถ้าจะกล่าวว่า คนส่วนใหญ่ในโลกรู้จัก และเคยดื่ม ‘Coke’ ก็คงไม่ผิด นับเป็นหุ้นแข็งแกร่งระดับเพชรจริงๆ หันมามองตลาดหุ้นของเรา ถ้าจะดูว่า บริษัทใดเป็นหุ้นแข็งแกร่งก็คงต้องดูว่าบริษัทใดเป็นเจ้าของ ‘super brand’ ในประเทศของเราที่เห็นชัดที่สุดต้องยกให้ CP7-11 เพราะเป็นเจ้าของร้านสะดวกซื้อ 7-ELEVEN ที่คนในชุมชนเมืองทั่วประเทศต้องเข้าไปใช้บริการอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งเป็นอย่างต่ำ หรือ ความจริงจะเป็นวันละ 1 ครั้งก็คงไม่แปลก อีกตัวหนึ่งที่ผู้น้อยขอกล่าวถึงคือ SE-ED ซึ่งเป็นเจ้าของเชนร้านหนังสือที่มีสาขามากที่สุด และครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด ส่วนแบรนด์ของเขาแข็งแกร่งเพียงใดคงไม่ต้องอธิบายกันมาก ทว่าผู้น้อยขอยกตัวอย่างแค่พอสังเขปก็แล้วกัน ถ้าจะให้เลือกหุ้นแข็งแกร่งมาแจกแจงกันจริงๆ เห็นจะเกินโควตาเนื้อที่บนเว็บ หรือ เลยเถิดจนเข้าข่ายชี้นำไปอีก ผู้น้อยจึงขอสงวนบทบาทตัวเองไว้แต่เพียงผู้นำแก่นความรู้มาบอกเล่า นายท่านจะนำไปประยุกต์ใช้อย่างไรนั้นก็ตามแต่อัธยาศัย แต่หากกุนซือโลกการเงินมีโอกาสรวมเล่มเป็นหนังสือ เมื่อนั้นผู้น้อยจึงจะสามารถแจกแจงได้โดยพิสดาร และสามารถบอกนายท่านได้ว่า หุ้นตัวใดมีลักษณะเป็นหุ้นประเภทใด และมีข้อดีข้อเด่นอย่างไรได้เต็มที่ เพื่อเป็นการถนอมเวลาอันมีค่าของนายท่าน ผู้น้อยขอพานายท่านตะลุยไปถึงหุ้นประเภทที่ 3 ซึ่งได้แก่ ‘หุ้นโตเร็ว’ แค่ฟังชื่อก็เกิดเสน่ห์หาเสียแล้ว
สำหรับหุ้นประเภทนี้ ไม่ต้องแจกแจงคุณสมบัติให้มากความ เพราะหุ้นโตเร็วไม่เพียงทำให้ผู้เป็นครอบครองมีความสุขกับตัวเลขกำไรสุทธิที่โตปีละไม่ต่ำกว่า 20% เท่า นั้น แต่ยังทำให้ผู้ที่ไม่ได้ครอบครองเต็มใจที่จะเทหน้าตักซื้อหุ้นประเภทนี้มาประดับพอร์ตอีกด้วย เป็นเหตุให้กราฟของหุ้นโตเร็วกลายเป็นคลื่นลูกมหึมาสูงเด่นเป็นที่ถูก ใจของบรรดานักโต้คลื่นทั้งหลาย กราฟยิ่งชันยิ่งท้าทายให้มีผู้เข้ามาลิ้มลองความเสี่ยง ซึ่งก็ยิ่งทำให้ความชันของกราฟเพิ่มขึ้นไปอีกเป็นที่อิจฉาของผู้ที่ไม่มีโอกาส ครอบครอง แต่ทว่าความเป็นหุ้นโตเร็วนั้นย่อมมีช่วงเวลาที่จำกัด เมื่อถึงจุดนั้นผู้ที่ไม่ได้ครอบครองย่อมโล่งใจ เพราะไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของการกระหน่ำขายอย่างไม่คิด ชีวิต เป็นอันว่า ธรรมชาติของหุ้นโตเร็วนี้มีทั้งส่วนที่น่าอิจฉา และส่วนที่น่าเวทนา ท่านปรมาจารย์ ลินช์ ผู้เปิดเผยกฎหุ้น 6 ประเภทได้แยกหุ้นโตเร็วออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ หุ้นโตเร็วจากภายนอก และ หุ้นโตเร็วจากภายใน ผู้น้อยจะขอแจกแจงดังนี้ กลับมาพบกับนายท่านอีกครั้งใน ‘สำรวจแนวรบโลกการเงิน ก่อนเลือกสมรภูมิลงทุน’ ตอนที่ 7 ซึ่งเป็นตอนจบ ไม่ทราบนายท่านเบื่อผู้น้อยหรือยัง ถ้าเบื่อก็แจ้งกับบก.ผู้น้อยได้ ท่านพร้อมทำตามความปรารถนาของนายท่านเสมอ ด้วยดวงจิตของท่านนั้นประเสริฐแท้ ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ท่านเพิ่งตระเวนแจกพระไตรปิฎกฉบับประชาชนให้บรรดาท่านนักลงทุน และผู้ที่มีอุปการคุณต่อ eFinanceThai ถ้านายท่านมีข้อเสนอแนะติชมประการใดก็บอกกล่าวแก่ท่านได้ บก. eFinRadio ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่แห่ง eFinanceThai อีกท่านหนึ่งฝากบอกมา ถ้านายท่านมีความประสงค์สิ่งใด หรือ ต้องการอะไรจาก eFinRadio ก็แจ้งมาที่ท่านได้ ท่านพร้อมรับคำชี้แนะด้วยตนเอง ส่วนนายท่านที่ต้องการให้กุนซือโลกการเงินทำหน้าที่ต่อไปนานๆก็โปรดส่งกำลังใจ หรือ ข้อเสนอแนะติชมมาได้ทุกเมื่อ ผู้น้อยจะได้เค้นกำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญาเพื่อความสำเร็จในการลงทุนของนายท่านต่อไป
ออดอ้อนมาพอสมควรแล้ว ก็จะขอกล่าวถึงหุ้น ‘วัฏจักร’ ซึ่งเป็นประเภทที่ 5 ในกฎหุ้น 6 ประเภทของท่านปรมาจารย์ ปีเตอร์ ลินช์ ต่อไป ธรรมชาติของหุ้นวัฏจักรนี้จะมีวงจรการเกิดดับสลับกันไม่จบสิ้น ถ้าพูดถึงกราฟก็จะมีลักษณะการเคลื่อนไหวเป็นรูปภูเขาสลับกับเหว สะท้อนถึงช่วงขาขึ้นและขาลงของอุตสาหกรรมที่หุ้นนั้นๆอยู่ บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดินเรือ การบิน ท่องเที่ยว พลังงาน ปิโตรเคมี เหมืองแร่ เหมืองถ่านหิน ไปจนถึงบริษัทผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลายล้วนจัดเป็นหุ้นวัฏจักรทั้งสิ้น ทว่าแต่ละอุตสาหกรรมมีช่วงอายุวัฏจักรแตกต่างกัน บางอุตสาหกรรมเช่น การบิน ท่องเที่ยว อาจมีวงจรเกิดดับสั้นเพียงแค่ปีเดียว แบ่งเป็นหน้าโลว์ซีซั่น กับ ไฮซีซั่น บางอุตสาหกรรมเช่น พลังงาน ปิโตรเคมี เดินเรือ อาจมีวัฏจักรช่วงหนึ่งๆยาวนานตั้งแต่ 3-10 ปี หรือ นานกว่า 10 ปี หุ้นวัฏจักรประเภทวงจรชีวิตสั้น ผู้น้อยเห็นว่าไม่มีความน่าหนักใจเท่าไร เพราะถ้าเข้าไปซื้อผิดจังหวะ อย่างมากก็รอให้วงจรขาลงจบไปรอบหนึ่งก่อน ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นาน แล้วค่อยเข้าไปเฉลี่ยต้นทุนในช่วงที่กลับสู่วัฏจักรขาขึ้น ทว่าที่น่าหนักใจ คือหุ้นวัฏจักรที่มีวงจรชีวิตยาวถึงยาวนาน หุ้นประเภทนี้สร้างความปวดหัวให้กับนักลงทุน ‘ผู้ไม่รู้’ เป็นจำนวนมาก เนื่องจากพอเห็นหุ้นประเภทนี้ขึ้นอย่างต่อเนื่อง นึกอยากซื้อตามดูบ้างก็กลัว เพราะกราฟสูงชันจนไม่น่ามีแรงไปต่อ แต่พอนั่งดูไปสักระยะ หุ้นยังขึ้นต่อไปเรื่อยๆไม่มีทีท่าว่าจะหมดแรง สะท้อนวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมที่หุ้นตัวนั้นอยู่ ดูไปดูมาทนไม่ไหว ขอเข้าไปมีส่วนร่วมสักหน่อย ไม่นานหุ้นก็รูดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ในใจยังหวังว่า แค่ปรับฐานไม่นานเดี๋ยวคงขึ้นต่อ รอจนเงินที่ลงทุนหายไปครึ่งหนึ่งจึงได้ร้อง อ๋อ! พรางเจ็บใจที่ไปลงทุนในช่วงที่อุตสาหกรรมเขากำลังจะจบวงจรขาขึ้นพอดี คนที่รู้เขาก็ถอยออกไปตั้งแต่เห็นสัญญาณเริ่มต้นของวัฏจักรขาลงแล้ว หลังจากนั้นจึงได้ตระหนักว่า ต้องพัฒนาตนเองเป็นนักลงทุน ‘ผู้รู้’ ก่อนถึงจะทำกำไรจากหุ้นวัฏจักรได้อย่างอู้ฟู่ ปรมาจารย์ ลินช์ ชี้แนะว่า การจะรู้จักและเข้าใจวงจรหุ้นวัฏจักรต้องอาศัยการทำงานหนักเท่านั้น ซึ่งผู้น้อยเห็นด้วย 100% เพราะหากไม่ทำงานหนักแล้ว ใยเลยจะสามารถจับสัญญาณขาขึ้นของหุ้นวัฏจักรได้ หากนายท่านศึกษาและติดตามข้อมูลจนรู้ซึ้งแตกฉาน ย่อมจะเห็นสัญญาณขาขึ้นก่อนใครแม้แต่นักวิเคราะห์ก็เถอะ ถ้ารู้แตกฉานน้อยกว่านั้นหน่อย ก็จะเริ่มมองเห็นวัฏจักรขาขึ้นเมื่อคนอื่นๆเริ่มพูดกัน รู้น้อยกว่านั้นอีกหน่อย ก็จะมองเห็นสัญญาณขาขึ้น เมื่อราคาหุ้นวิ่งไปแล้ว รู้น้อยลงมาอีก ก็จะคิดเอาว่า หุ้นตัวนั้นๆยังเป็นขาขึ้นอยู่ ทั้งที่อยู่ในช่วงปลายของวงจรขาขึ้นพอดี แต่หากไม่รู้อะไรเลย กิเลสที่อยากจะเข้าไปเก็งกำไรก็จะเกิดขึ้นทั้งที่หุ้นวัฏจักรตัวนั้นพ้นวงจรการขยายตัวไปแล้ว สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นก็จะตามมา รู้ตัวอีกทีก็ติดดอยเสียแล้ว ว่ากันต่อถึงหุ้นประเภทสุดท้าย นั่นคือ หุ้น ‘ฟื้นจากหลุม’ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ใจถึงและมีสติปัญญาล้ำเลิศจริง ๆเพราะหุ้นประเภทนี้จัดเป็นหุ้นที่มีหลุมพราง อุบาย ค่ายกลหนาแน่นและแยบคายที่สุด เพลี่ยงพล้ำเมื่อไร ย่อมเหลือเพียงความเจ็บปวดให้จดจำ ท่านกุนซือ ลินช์ กล่าวว่า หุ้นประเภทนี้มีโอกาสตายและโอกาสรอดพอๆกัน เป็นหุ้นที่ต้องดิ้นรนให้พ้นจากสภาพล้มละลาย ถ้าเคราะห์ดี มีสินทรัพย์ดีๆซ่อนอยู่ หรือเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของชาติเช่น ธนาคารพาณิชย์ หรือ พลังงาน โอกาสที่จะมีพระเอกขี่ม้าขาวเข้าไปช่วยประคับประคองก็จะมีมาก แต่ถ้าเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ผีซ้ำด้ามพลอย หมดบุญวาสนา เป็นหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังหายใจพะงาบๆ หรือ มีการแข่งขันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ก็ถึงคราสิ้นชื่อ การจะมองหาหุ้นฟื้นจากหลุมที่จะฟื้นจากหลุมได้จริงๆนั้นต้องอาศัยการวิเคราะห์เจาะลึกเพื่อมองหาศักยภาพที่แฝงอยู่ในบริษัทที่กำลังหายใจรวยรินในห้องไอซียู เสมือนว่า นายท่านเป็นนักธุรกิจผู้มีสายตาเฉียบแหลมที่กำลังต้องการผลตอบแทนที่สูงจากการลงทุนในธุรกิจที่ประสบปัญหาแต่ยังสามารถเยียวยาให้ฟื้นได้ หรือ ยังมีสินทรัพย์อันประเสริฐที่ซ่อนอยู่แต่ยังไม่มีการนำมาใช้อย่างเต็มที่ ซึ่งหมายความว่า ถ้าเลือกได้ดี นายท่านย่อมจะได้เป็นเจ้าของบริษัทที่จะกลับมาแข็งแรงอีกครั้งด้วยต้นทุนที่ต่ำ อีกวิธีที่จะประเมินว่า บริษัทฟื้นจากหลุมที่นายท่านเล็งอยู่นั้นพอจะเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดได้หรือไม่ ก็คือให้ดูว่า มีพระเอกขี่ม้าขาวกี่รายที่เสนอตัวเป็นผู้พลิกฟื้นชะตากรรม และแต่ละรายนั้นมีดีกรีความสำเร็จระดับใด เช่น เป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมหรือไม่ เป็นบริษัทข้ามชาติ หรือ เป็นแค่กองทุนเฉพาะกิจที่หวังเข้าไปสร้างข่าวดีให้ราคาหุ้นวิ่งก่อนจะสิ้นลมปราณในที่สุด ซึ่งเป็นหน้าที่ของนายท่านเองเท่านั้นที่จะต้องกระตือรือร้นขวนขวายเพื่อหาหุ้นฟื้นจากหลุมที่จะให้ผลตอบแทนที่เหนือความคาดหมาย เพราะหุ้นประเภทมักจะถูกนักวิเคราะห์ขึ้นป้าย ‘แนะหลีกเลี่ยง’ เสมอ กุนซือโลกการเงิน -ถอดกลไก "Carry Trade""carry trade" คืออะไร ทำไมต้องมี carry trade และเหตุใดถึงได้เป็นที่นิยมในบรรดานักลงทุน นักเก็งกำไร เฮดจ์ฟันด์ต่างๆ หลายคนคงจะเคยได้ยินคำนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่เชื่อว่าบางคนยังไม่ทราบความหมาย และกลไกการทำหน้าที่ของมัน ไปจนถึงความสัมพันธ์ของ carry trade กับอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย มีหลายคนเคยบอกไว้ว่า เจ้า carry trade คือตัวป่วนจอมฉกาจในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ ‘โอมเพี้ยง’ จึงได้อาสามาสร้างความกระจ่างให้ได้ทราบกัน
carry trade คือ การทำธุรกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเก็งกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ลงทุน โดยการกู้ยืมเงินจากประเทศที่มีดอกเบี้ยต่ำเพื่อไปลงทุนในประเทศที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูง และมีสินทรัพย์น่าลงทุน โดย carry Trade เป็นที่นิยมมากในตลาดเงินโลกในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะสภาวการณ์ต่างเอื้ออำนวย เนื่องจากมีประเทศหนึ่ง ซึ่งคือก็ญี่ปุ่นที่มีดอกเบี้ยต่ำ โดยมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียง 0.50% เป็นสิ่งดึงดูดใจนักลงทุน จึงทำให้เกิด yen carry trade ขึ้นในประวัติศาสตร์การเงินโลก ส่วนตัวอย่างง่ายๆ ของการทำ yen carry trade ก็คือ กองทุน A ไปกู้เงินจากญี่ปุ่นซึ่งมีดอกเบี้ย 0.5% เพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ใดๆ ในประเทศนิวซีแลนด์ซึ่งมีดอกเบี้ยที่ 8.25% แล้วผลที่ได้คือ กำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และผลตอบแทนจากการลงทุน และถ้าโชคดีค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์แข็งค่าขึ้น ก็จะได้กำไรจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เท่าที่โอมเพี้ยงสืบค้นมา ญี่ปุ่นถือเป็นต้นกำเนิดของ carry trade มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำติดดินที่สุด นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สาเหตุที่เมืองแดนปลาดิบมีดอกเบี้ยต่ำ ก็เนื่องมาจาก ญี่ปุ่นได้ประสบกับภาวะเงินฝืดมานานกว่า 10 ปี ทำให้ต้องคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับใกล้เคียง 0% เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายผู้บริโภค และการลงทุนภาคเอกชนซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัว และต่อมาเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มขยายตัวดีขึ้น ญี่ปุ่นจึงได้ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก 0.25% ครั้งที่ 2 ในอัตรา 0.5% ส่วนจุดเริ่มต้นของ carry trade เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นก็เพราะความคิดอันเป็นเลิศของชาวเมืองปลาดิบ ที่มองว่าดอกเบี้ยของประเทศเพียง 0% จะนำเงินไปฝากธนาคารหรือลงทุนในตลาดพันธบัตรก็คงไม่เกิดกำไรที่งอกงาม จึงได้ทำการกู้เงินไปลงทุนในประเทศอื่นๆ ที่มีดอกเบี้ยและผลตอบแทนสูงกว่า และผลลัพธ์ที่ได้มันดีเกินคาด จึงเกิดการลอกเลียนแบบมากขึ้น จากเมื่อก่อน carry trade เป็นที่รู้จักในวงแคบๆ และนิยมในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้กลับแพร่กระจายไปทั่วทั้งโลกแล้ว การทำ carry Trade สามารถนำเงินกู้ไปลงทุนในสินทรัพย์ใดๆก็ได้ นับตั้งแต่การลงทุนในตลาดหุ้น ตลาดน้ำมัน ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำ หรือ พันธบัตรรัฐบาลในประเทศที่มีดอกเบี้ยสูง เช่น ปากีสถานมีดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 10.5% นิวซีแลนด์มีดอกเบี้ยที่ 8.25% อังกฤษดอกเบี้ยที่ 5.25% และสหรัฐฯมีดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.5% ไปจนถึงลงทุนตลาดเกิดใหม่ต่างๆ เช่น จีน อินเดีย บราซิล รวมถึงมหาอาณาจักรไทยของเราด้วย และประเทศที่นิยมนำเงินกู้ไปลงทุน ส่วนมากมักจะเป็นประเทศที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ซึ่งพื้นฐานแล้วค่าเงินของประเทศนั้นๆจะอ่อนค่า สะท้อนการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด นั่นแหละค่าเงินที่อ่อนค่าลงยิ่งดีต่อการเข้าไปลงทุนในประเทศนั้น และหนึ่งในประเทศเป้าหมายของนักลงทุนที่นิยมนำเงินที่กู้จากญี่ปุ่นไปลงทุนคือ นิวซีแลนด์ เพราะมีดอกเบี้ยสูงถึง 8.25% ในช่วงที่ผ่านมาทำไมการทำ carry trade ถึงได้นิยมมากขึ้น ประการแรก เนื่องจากดอกเบี้ยญี่ปุ่นต่ำ ประการที่สอง ค่าเงินเยนอ่อนค่า แล้วใครกันละที่นิยมทำ ก็บรรดาเฮดจ์ฟันด์ที่ไม่หวั่นเกรงและพร้อมยอมรับความเสี่ยงเสมอ เพราะมองว่าเงินเฟ้อที่ต่ำจะยังส่งผลให้บีโอเจคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง เพราะช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจญี่ปุ่นดูจะไม่ค่อยสดใสนัก หลังภาคก่อสร้างเริ่มชะลอตัว การส่งออกก็ถูกเศรษฐกิจสหรัฐฯกระทบ รวมถึงการฟื้นตัวของการใช้จ่ายผู้บริโภคดูเหมือนจะไม่ขยับเลย เพราะชาวญี่ปุ่นที่ดั้งเดิมเป็นคนที่ประหยัดมัธยัสถ์ ไม่ค่อยจะจับจ่ายใช้สอย นั้นก็ยิ่งไม่มีปัจจัยหนุนเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้บีโอเจคงดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบันนานขึ้นไปอีก แต่อย่างไรก็ตามหากญี่ปุ่นจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างมากคงไม่เกิน 1-2% ก็ยังถือว่าต่ำอยู่ดีหากเทียบกับหลายๆประเทศทั่วโลก ดังนั้นโอมเพี้ยงเชื่อว่า yen carry trade จะอยู่ได้อีกหลายปี หรืออาจไม่มีตอนจบของ carry trade แต่โอมเพี้ยงอยากขอให้ติดตามข้อมูลเศรษฐกิจต่างๆของญี่ปุ่น ที่อาจบ่งชี้ถึงแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น และการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ที่จะชี้ถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยด้วย อย่าลืมว่า ! เงินเฟ้อต่ำจะส่งผลให้บีโอเจยังอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ในทางกลับกัน หากเงินเฟ้อสูงจะส่งผลให้บีโอเจต้องควบคุมเงินเฟ้อด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างที่บอกไปว่าเจ้า carry trade คือตัวปั่นจอมฉกาจในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน นั่นก็เพราะเมื่อมีการทำ carry trade มากๆ ค่าเงินของประเทศต้นทางจะอ่อนค่า เพราะมีเงินไหลออกมาก ซึ่งเมื่อค่าเงินอ่อนค่า นั่นยิ่งเป็นผลดีต่อนักลงทุน เนื่องจากมีต้นทุนการกู้ยืมที่ถูก อย่าลืมว่าอ่อนแลกแข็งได้มาก ขณะเดียวกันค่าเงินของประเทศปลายทางจะแข็งค่าขึ้น เนื่องจากมีเงินไหลเข้ามากขึ้น หาก carry trade ถูกนำไปยังประเทศปลายทางใดๆมากขึ้น จะทำให้ค่าเงินของประเทศนั้นแข็งค่าขึ้น ในทางกลับกันหากการทำ carry trade จากประเทศต้นทางต้องหยุดชะงัก ก็ทำให้ค่าเงินของประเทศนั้นแข็งค่าเช่นกัน เมื่อได้ยิน carry trade ก็จะได้ยิน unwiding carry trade ตามมา เพราะสองสิ่งนี้เป็นของคู่กัน เมื่อไหร่ก็ตามที่บรรดานักลงทุนที่ทำ carry trade ได้ยินข่าวเกี่ยวกับการคาดการณ์ประเทศต้นทางจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยบรรดานักลงทุนจะรีบถอนเงินจากประเทศปลายทางต่างๆที่เข้าไปลงทุน เพื่อนำเงินกลับมาชำระหนี้ในประเทศที่เป็นเจ้าของเงิน และที่เกิดขึ้นไปเมื่อไม่นานนี้ก็คือ บรรดานักลงทุนผู้ทำ carry trade ต่างวิตกว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือบีโอเจ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลให้เงินเยนแข็งค่า จึงได้รีบถอนเงินจากประเทศต่างๆที่ลงทุน นำเงินกลับไปชำระหนี้ในญี่ปุ่น ก่อนที่จะเดือดร้อนเมื่อญี่ปุ่นปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริงๆ และดันค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นสุดกู่ รวมความว่า carry trade เป็นหนึ่งในวิธีการแสวงหาผลประโยชน์จากช่องว่างและความไม่สมบูรณ์ของระบบการเงินโลกนั่นเอง โอมเพี้ยงขอลา พบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดี..... eFinanceThai.com January 02 พลังประชาชนพลังประชาชน พร้อม 3 พรรค รวมใจไทยฯ มัชฌิมาธิปไตย ประชาราช ประกาศจับมือตั้งรัฐบาล 254 เสียง “สมัคร” อ้างต้องประกาศจุดยืน เพื่อปัดข่าวสกัดพลังประชาชนตั้งรัฐบาล ตัวแทน 3 พรรค ยันร่วมรัฐบาล ระบุพลังประชาชนได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนท่วมท้น
ที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน พร้อมด้วย นางอุไรวรรณ เทียนทอง สมาชิกพรรคประชาราช นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตย ร่วมกันแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาล นายสมัคร กล่าวว่า การที่ทั้ง 4 พรรคมาแถลงวันนี้ (31 ธ.ค.) จากเดิมที่ตั้งใจแถลงหลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลการเลือกตั้ง แต่มีบรรยากาศของคนที่อยู่นอกวงการเมือง ต้องการไม่ให้มีการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ โดยมือที่มองไม่เห็น ได้ส่งนายตำรวจเข้าไปเป็นกรรมการชุดพิเศษ ซึ่งเป็นคนที่ใกล้ชิดกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ต่อต้านรัฐบาลชุดที่แล้วตลอดมา ซึ่งตำรวจคนนี้ได้ดำเนินการในจังหวัดเชียงราย อุดรธานี และหนองคาย ไปเอาพยานบุคคลที่จัดขึ้นมาเอง และนำมาสอบสวนในกรุงเทพฯ พยายามโยงให้เกี่ยวกับกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน มีเป้าหมายต้องการยุบพรรคพลังประชาชน “ขอประกาศให้รู้ว่า มือสกปรกที่อยู่ข้างนอก ที่จะยื่นมาทำให้การเลือกตั้งล้มเหลวนั้น เราต้องรักษาเกียรติยศของกกต.ไม่ให้โดนอำนาจมืดบีบบังคับ มาทำให้การตั้งรัฐบาลเฉไฉ ทั้ง 4 พรรคจึงประชุมร่วมกัน และตกลงว่าจะร่วมจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งตั้งได้แน่นอน เราขอประกาศตั้งแต่บัดนี้ และทั้ง 3 พรรคที่มาร่วม ไม่ได้ถูกอุปโลกน์ให้มาร่วม วันนี้ขอประกาศตั้งรัฐบาลด้วยคะแนนเสียง 254 คน เพราะเรื่องใบแดง ยังไม่ไปถึงคณะกรรมการกฤษฎีกา และถ้ามี 251 เสียง เราก็ตั้งรัฐบาลได้ ผมขอยืนยันว่าเราจะดำเนินการตามระบอบประชาธิปไตย ถ้าพรรคที่ร่วมกันวันนี้ไม่ประกาศจุดยืน และปล่อยให้พรรคการเมือง 165 ที่นั่ง เล่นเกมปล่อยข่าว ปัดไปปัดมา ผมคงไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้น จึงได้ตัดสินใจไม่รอแถลงวันที่ 4 มกราคม” นายสมัคร กล่าว นายประดิษฐ์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายเป็นตัวแทนของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมือง คอยประสานงาน พูดคุยกับพรรคการเมืองต่าง ๆ หลังการเลือกตั้งในการจัดตั้งรัฐบาล หรือกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งพรรครวมใจไทยชาติพัฒนายินดีมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ โดยมีเหตุผลที่ต้องเข้าใจว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา เสียงที่ประชาชนมอบให้กับพรรคพลังประชาชนท่วมท้นมาก จึงเป็นเสียงที่ต้องเคารพ ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ ที่ต้องดำเนินการต่อไป เป็นเรื่องของพรรคพลังประชาชน นางอนงค์วรรณ กล่าวว่า พรรคพลังประชาชนให้เกียรติมัชฌิมาธิปไตยเป็นอย่างดี นายสมัครได้เชิญมาร่วมหารือ และตัดสินใจได้ไม่ยากที่จะร่วมงานกับพลังประชาชน โดยมีเหตุผลว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้ลงฉันทามติให้พรรคพลังประชาชน เมื่อประชาชนตัดสินใจแล้วก็ต้องยึดเสียงส่วนใหญ่ ตอนนี้เราต้องการรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นพรรคพลังประชาชนเป็นพรรคที่ชอบธรรมแล้วในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เราจึงยินดีสนับสนุน ด้านนางอุไรวรรณ กล่าวว่า นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ขณะนี้อยู่ประเทศอินเดีย การที่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชน เพราะเห็นว่าเป็นพรรคที่ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชน เป็นเสียงส่วนใหญ่เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องให้โอกาสพรรคที่ประชาชนเลือกมากที่สุด จัดตั้งรัฐบาล ในฐานะที่พรรคประชาราช ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาจำนวนหนึ่ง ก็ยินดีสนับสนุนพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาล ต่อข้อถามว่าจะมีอีกกี่พรรคที่จะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล นายสมัคร กล่าวว่า ยังไม่ได้ปิดประตู วันที่ 4 ม.ค. จะไม่มีการแถลงข่าวแล้ว และเชื่อมั่นว่าจะตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ต่อข้อถามว่าพรรคที่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลมีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า มีกรรมการบริหารพรรคพูดคุยในวงใน ปิดห้องคุยกัน ไม่ให้ใครได้ยิน ต่อข้อถามว่ามีข้อมูลยืนยันเรื่องมือที่มองไม่เห็นหรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า ต้องไปหาอ่านในเว็บไซต์ ที่ตนพูดไม่ได้ประกาศสุ่มสี่สุ่มห้า และแกนนำพรรคทุกคนเชื่อว่ามีการกระทำที่ไม่ต้องการให้พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาล แต่เราจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ กกต. แล้ว เพราะเห็นใจการทำงานของ กกต. ต่อข้อถามว่าการแถลงวันนี้ถือเป็นสัตยาบันของทั้ง 4 พรรคว่าจะกอดคอร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลให้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า ทั้ง 4 พรรคเป็นผู้ก่อตั้ง พรรคใดจะมาเพิ่มก็มาเพิ่มภายหลัง แต่ผู้ที่ก่อตั้งจะมีความผูกพันเป็นพิเศษ เมื่อถามว่ากระบวนการจัดตั้งรัฐบาลมีกรอบเวลากำหนดหรือไม่ หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า วันที่ 22 มกราคม 2551 ต้องเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อประชุมสภาแล้ว อีก 2 วัน ต้องเลือกประธานสภาฯ จากนั้นประมาณวันที่ 25-26 มกราคม จึงจะเลือกนายกรัฐมนตรี serious topicแฉกลับ สนธิ...ลิ้มทองกุล...ยามเฝ้าแผ่นดินของตัวเอง ?!?! บทเริ่ม December 25 "คุณคิดว่าธุรกิจเบอร์ 1 ทั้งหมด ที่มีอยู่นี้ตัวไหนน่าจะมีการเติบโตของผลกำไรอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า พร้อมด้วยเหตุผลสั้นๆ"คุณคิดว่าธุรกิจเบอร์ 1 ทั้งหมด ที่มีอยู่นี้ตัวไหนน่าจะมีการเติบโตของผลกำไรอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า พร้อมด้วยเหตุผลสั้นๆ"
Steve JOBs
เรื่องของ สตีฟ จ็อบส์ ซีอีโอของ Apple Computor และเป็นบุคคลที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นผู้นำคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาสู่ประชาชนคนธรรมดาทั้งโลก ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกชื่อของเขาในระนาบเดียวกับหรือเหนือกว่า บิล เกต เจ้าพ่อไมโครซอพท์ แต่ก่อนที่เขาจะมายืนอยู่ตรงจุดนี้ ชีวิตของเขาไม่ได้ราบเรียบแต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ชีวิตเขาไม่ได้มี “แต้มต่อ” เลยสักนิด และต่อไปนี้คือสิ่งที่เขาเล่าให้เราฟังเนื่องในโอกาสที่เขาได้รับเชิญให้ไปกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีรับปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในเดือนมิถุนายน 2005 ซึ่งต่อมานิตยสาร ฟอร์บ ได้นำมาตีพิมพ์เพราะได้รับการเรียกร้องจากผู้อ่านมาก เนื่องจากสุนทรพจน์ครั้งนั้นเป็นที่ประทับจับใจมาก และผมเชื่อว่ามันคงจะถูกบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ว่า เป็นสุนทรพจน์ที่จะช่วยสร้างกำลังใจให้กับคนที่ดีที่สุดบทหนึ่ง เกี่ยวกับความรักและการสูญเสีย จ็อบส์บอกว่าเขาโชคดีที่พบกับสิ่งที่รักจะทำตั้งแต่วัยหนุ่ม เขาก่อตั้งบริษัท Apple ในโรงรถของพ่อแม่ตอนอายุ 20 ปี ภายใน 10 ปี แอปเปิลก็กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ คอมพิวเตอร์แมคอินทอชก็เป็นคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุด แต่แล้วเขากลับถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาเป็นคนก่อตั้ง โดยคนที่ทำให้เขาถูกปลดก็คือคนที่เขารับเข้ามาทำงานเอง เหตุการณ์ที่เขาถูกคณะกรรมการปลดนั้นเป็นเรื่องที่โด่งดังมาก ในตอนนั้นเขารู้สึกว่าเขาไม่เหลืออะไรเลย เขาคิดจะออกจากธุรกิจไอที แต่สุดท้ายเขาก็คิดว่าเขายังรักในสิ่งที่เขาทำและได้กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งอย่างคนที่ดูเหมือนไม่มีต้นทุนอะไรที่จะต้องสูญเสียอีก ในช่วง 5 ปีต่อมาเขาก็ได้สร้างบริษัทใหม่คือ Next และ Pixar และได้แต่งงานกับผู้หญิงที่เป็นภรรยาตอนนี้ Pixar ผลิตภาพยนตร์แอนนิเมชั่นเรื่องแรกของโลกคือ Toy Story และเป็นสตูดิโอที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก ส่วน Next นั้นก็ได้มารวมกับ Apple และจ็อบส์ก็ได้กลับมาคุม Apple อีกครั้งหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ จ็อบส์สรุปว่า สิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จถึงวันนี้ได้นั้น มาจากการที่เขารักในสิ่งที่เขาทำและเชื่อว่างานที่เขาทำเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มีความหมาย ส่วนการที่เขาถูกไล่ออกจากแอปเปิลนั้น กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้น เขาบอกว่าบางทีชีวิตก็เล่นกับเราแรง แต่ขอให้เราอย่าเสียความเชื่อมั่นศรัทธา
เรื่องเกี่ยวกับความตาย เขาบอกว่าเมื่อตอนอายุ 17 ปี เขาประทับใจกับคำพูดของคน ๆ หนึ่งที่บอกว่า “ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนกับเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของคุณ สักวันคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอน” ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาจะถามตัวเองทุกเช้าว่าถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้าย เขาอยากจะทำอะไรบ้าง และถ้าคำตอบคือ เขาไม่รู้จะทำอะไรติดต่อกันหลาย ๆ วัน เขาก็รู้ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้ว การทำแบบนี้ จะทำให้เขานึกถึงแต่สิ่งที่เป็นแก่นในชีวิตจริง ๆ เท่านั้น เพราะเกือบจะทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังจากคนภายนอก ความภูมิใจ การกลัว การเสียหน้า หรือความล้มเหลว ล้วนแต่ไม่เป็นสาระทั้งสิ้นเมื่อเราต้องเผชิญกับความตาย ตอนท้ายของเรื่องนี้ จ็อบส์เล่าว่า เขาเคยถูกตรวจพบว่าตนเองเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนและหมอลงความเห็นว่าจะต้องตายภายใน 3-6 เดือน แต่แล้วเมื่อมีการตัดชิ้นเนื้อพิสูจน์กลับปรากฏว่าเขาโชคดีที่เป็นมะเร็งที่สามารถรักษาได้และเขาก็รอดมาได้ เขาไม่อยากตายและเชื่อว่าไม่มีใครอยากตายแม้ว่าจะได้ไปสวรรค์ แต่เขาคิดว่าความตายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ดีที่สุดของชีวิตเพราะมันช่วยกำจัดคนเก่าเพื่อเปิดทางให้คนใหม่ ซึ่งตอนนี้ก็คือ พวกนักศึกษาทั้งหลายที่จะค่อย ๆ แก่ไปในที่สุด เพราะฉะนั้นชีวิตของคนมีเวลาจำกัด จงอย่าเสียเวลาใช้ชีวิตอยู่บนชีวิตของคนอื่น อย่าให้คนอื่นมากดความต้องการที่แท้จริงภายในใจเรา จงมีความกล้าหาญที่จะก้าวเดินตามสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง December 18 23 DECEMBERพรรคเราดี................................พรรคอื่นเลว...... พรรคอื่นซื้อเสียง........................ประชาชนเลือกเราเพราะศรัทธา.... คนอื่นโกงกิน............................พวกเราโกงเมีย....เอ้ย...พวกเรามีอุดมการณ์ สื่อชมฝ่ายตรงข้าม.....................สื่อถูกซื้อ....สื่อถูกบิดเบือน.... สื่อชมฝ่ายเรา...........................สื่อมีจรรยาบรรณ.... พรรคอื่นได้เสียงข้างมาก..............เป็นเผด็จการรัฐสภา.... พรรคเราเสียงข้างมาก.................ขอให้ยึดมั่นในระบบรัฐสภา... พรรคเราชนะเลือกตั้ง..................เพราะพรรคเรามีหลักการ พรรคอื่นชนะเลือกตั้ง...................เพราะพรรคอื่นซื้อเสียง... พรรคอื่นคอรับชั่น.......................พรรคนั้นเลวทั้งพรรค..... พรรคเราคอรัปชั่น.......................ผมยังไม่ได้รับรายงาน.... ส.ส.พรรคเราถูกศาลตัดสินให้จำคุก......เป็นเรื่องของตัวบุคคล..... ญาติพี่น้องพรรคอื่นถูกจับ..................ต้องเกี่ยวกับ ส.ส.พรรคนั้นแน่ๆ.... ญาติพี่น้องพวกเราถูกจับ...................เป็นเรื่องของคนอื่น..อย่านำมาเกี่ยวกัน... กองทุนหมู่บ้าน...ชาวบ้านจะโกง..........มิยาซาวา..เราโกงเองดีกว่า... พรรคเราเป็นสถาบัน..........................พรรคอื่นใช้เงินซื้อ ส.ส.มารวมกัน.. พรรคเราทำตาม.....มติพรรค*...............พรรคอื่นเป็นเผด็จการ..... พรรคเราทำตามหลักการ.........พรรคอื่นทำอะไรไม่รู้...เราคิดไม่ทัน....ฮ่า ฮ่า ฮ่า.. ส.ส.พรรคเราดี..มีอุดมการณ์.................ส.ส.พรรคอื่นเลวหมด.... ส.ส.ย้ายเข้าพรรคเรา..........................เพราะมีอุดมการณ์สูงส่ง..... ส.ส.ย้ายไปพรรคอื่น..........................เพราะถูกซื้อตัว.... คนมีความรู้เลือกพรรคเรา......................คนโง่เลือกพรรคอื่น... พรรคอื่น..เว้นวรรคเพื่อชักใย..................พรรคเรา..เว้นวรรคเพื่อชักดาบ(เจ้าหนี้) พรรคเราแปรรูป.................................เราทำเพื่อชาติ.... พรรคอื่นแปรรูป..................................อ้ายพวกขายชาติ.... November 30 หุ้นหมัดน๊อก GOoD story from ....YOYO_blog krubหุ้นหมัดน๊อกหุ้นที่ผมชอบมากๆคือหุ้นที่มีโอกาสทำกำไรได้สูงและมีโอกาสที่จะขาดทุนต่ำ ซึ่งผมตั้งชื่อว่าหุ้นหมัดน๊อก
ในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมา ผมพยายามนั่งคิดย้อนกลับไปว่าหุ้นที่ทำกำไรให้ผมมากๆ และขณะเดียวกันไม่ค่อยทำให้ผมขาดทุน ส่วนใหญ่มีลักษณะอย่างไร หลังจากได้พูดคุยกับเพื่อนนักลงทุนหลายๆคน ผมก็เลยพอจับลักษณะสำคัญของหุ้นที่ทำกำไรสูงได้ว่าต้องมีหมัดเด็ด 2 หมัดนี้เป็นสำคัญ หมัดที่ 1. เป็นหุ้นที่มี pe ต่ำ - pe ที่พูดถึงในที่นี้จะต้องมองไปในอนาคตนะครับ คือจะต้องคาดการณ์ผลกำไรในอนาคตให้ได้แล้วประเมิน pe ออกมา ยิ่ง pe ต่ำเท่าไหร่ หมัดนี้ก็ยิ่งหนักเท่านั้น หมัดที่ 2. เป็นหุ้นที่มี Growth ของกำไรในอนาคตที่ค่อนข้างสูง - แนวโน้มของผลกำไรในอนาคตจะต้องสูงขึ้นติดๆกันหลายๆปี ไม่ใช่ปีหน้าโตสูง แต่ปีถัดไปอาจจะแย่แบบนี้ไม่เอา ผมว่า growth ที่พอจะเป็นหมัดน๊อกได้นี้ควรจะอย่างต่ำก็ซัก 25% ขึ้นๆไป หุ้นที่มีหมัดเด็ดครบทั้ง 2 หมัดนั้นค่อนข้างหายาก แต่ถ้าเจอแล้วจะสร้างกำไรให้เราได้มาก... ลองมาดูกันนะครับว่ามันมีมันสร้างกำไรให้เราได้อย่างไร กรณีเข้าเป้าทุกหมัด (ที่ทุกอย่างเป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้) สมมติผมสามารถซื้อหุ้นที่มีราคา 6 บาท eps สิ้นปีนี้ประมาณ 1 คิดเป็น pe ประมาณ 6 เท่า และมี growth สูงในอนาคตหลายๆปี หุ้นตัวนี้มี pe เหมาะสมที่คนส่วนใหญ่ให้ประมาณ 8 เท่า (อาจจะดูได้จากค่า pe ที่บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้ หรือถ้าไม่มีบทวิเคราะห์ก็ใช้การประมาณ pe ที่เหมาะสมอย่างที่เคยเขียนในบทความก่อนๆ ตรงนี้ไม่มีสูตรตายตัว) - ถ้ากำไรของหุ้นสามารถเติบโตไปได้ประมาณ 25% ต่อปี โดยที่หุ้นยังคงซื้อขายกันที่ pe 6 เท่าอยู่ตลอด การซื้อหุ้นถือยาวๆก็จะได้ผลตอบแทนประมาณปีละ 25% - แต่ถ้าหุ้นปรับขึ้นไปซื้อขายเป็น pe 8 เท่า ใน 1 ปีข้างหน้ากำไรจะเพิ่มเป็น 1.25 บาท ทำให้ซื้อขายกันที่ราคา 10 บาท ทำให้ได้ผลตอบแทนถึง 67% ใน 1 ปีเท่านั้น - มากไปกว่านั้นซึ่งผมเรียกว่าเป็นกรณีพิเศษ (ซึ่งหลายๆครั้งก็มีโอกาสเกิดขึ้นอยู่บ้าง และทำกำไรให้ port ผมมากๆ) คือการที่ตลาดเริ่มเห็นหุ้นค่าของหุ้นตัวนี้ว่ามีการเติบโตค่อนข้างสูง ทำให้หุ้นเป็นที่นิยมมากขึ้นและค่า pe ที่เหมาะสมถูกปรับขึ้นมากกว่าเดิมจาก 8 เท่าไปเป็น 10 เท่า 12 เท่า หรือแม้แต่ 15 เท่า เมื่อบริหารโตไป 25% ราคาหุ้นที่ควรจะเป็น ณ pe 8 10 12 15 เป็นดังนี้ 10 12.5 15 18.75 บาท ตามลำดับ เทียบจากต้นทุนที่ซื้อมาที่ 6 บาท จะทำผลตอบแทนได้สูงถึง 67% 108% 150% 212.5% ตามลำดับเช่นกัน หุ้นประเภทนี้ถ้าให้ยกตัวอย่างในปีนี้จะเห็นได้ชัดๆ 3 ตัว คือ snc uec และ ums เพราะเมื่อช่วงต้นปี ผมก็ได้ยินคนพูดถึงหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้อยู่หลายคน ซึ่งส่วนใหญ่เค้าก็จะซื้อหุ้นแล้วประเมินกันว่า pe เหมาะสมน่าจะประมาณ 8 เท่า growth ของหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้อยู่ในหลัก 25-30% ขึ้นไปทั้งนั้น และมีแนวโน้มจะโตในลักษณะนี้ไปหลายปี คนที่ซื้อช่วงนั้นส่วนใหญ่ก็ซื้อหุ้นกันประมาณ pe 6-7 เท่ากัน พอเวลาผ่านไปผลประกอบการเริ่มแสดงออกมาให้เห็นก็เห็นได้ชัดส่วนหุ้นทั้ง 3 ตัวมีแนวโน้มกำไรที่โตมากจริงๆ คนเริ่มเข้ามาสนใจมากขึ้น นักวิเคราะห์ก็เริ่มเข้ามาวิเคราะห์ ทำให้ pe ของหุ้นทั้ง 3 ตัวนั้นถูกมองไปถึงระดับ 12 เท่าเป็นอย่างต่ำ (ums ตัวเดียวที่ดูเหมือนว่าจะให้กันระดับสูงถึง 15 เท่า) snc วิ่งจากประมาณ 7 บาทไปเป็น 14 บาท uec จาก 12 บาทไปเป็น 40 บาท (ก่อนแตกพาร์) และ ums จาก 15 บาทไปถึงหลัก 100 บาท (ปรับพาร์ให้ตรงกัน) ปีนี้ก็โชคดีที่ผมและเพื่อนหลายๆ ได้ซื้อหุ้นทั้ง 3 ตัวมากน้อยบ้างตามจังหวะทำให้ได้ผลตอบแทนกันสูงมาก กรณีพลาดไป 1 หมัด เข้าเป้าหมัดเดียว - เช่นหุ้นอาจจะโตน้อยกว่าที่คิดเช่นคาดไว้ว่าจะโต 25% กลับโตแค่ 10% แต่ถ้าเราซื้อมาใน pe ที่ต่ำนั้นยังมีความเป็นไปได้ที่หุ้นจะปรับ pe เพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า ซึ่งการโต 10% ก็ให้ eps เป็น 1.1 แต่ราคาซื้อขายก็ไปได้ถึง 8.8 หรือ 11 บาท จากทุนที่ซื้อมา 6 บาทก็ยังสร้างผลตอบแทนได้มาก - หรือหุ้นอาจจะโตไปตามคาด 25% แล้วหุ้นมี pe อยู่ที่ 6 หรือ 8 เท่า ผลตอบแทนก็ยังอยู่ในระดับที่ 25% และ 67% ซึ่งก็ไม่ได้น้อยเลย เพราะงั้นจะเห็นว่าถ้าเรามีหมัดเด็ดอยู่ 2 หมัด แม้บางหมัดอาจจะพลาดเป้าไปบ้างแต่ก็ยังพอที่จะอัดผลตอบแทนได้เพียงพอ ยิ่งถ้าเข้าเป้าทั้ง 2 หมัดได้เน้นๆแบบหุ้นทั้ง 3 ตัวข้างต้น ก็จะสร้างผลตอบแทนให้ port ได้ระดับ 100% ได้เลย (ปีนี้ผมเจอคนที่ผลตอบแทนระดับ 100% ขึ้นไปแทบจะนับไม่ถ้วนเพราะเจ้าหุ้น 3 ตัวนี้แหละ) กรณีหุ้นที่มีหมัดเด็ดอยู่หมัดเดียว - เช่นหุ้นที่มีคุณภาพดี มีแนวโน้มกำไรโตดี เช่น 20-25% แต่มี pe สูงถึง 15 หรือ 20 เท่า ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามคาด การถือหุ้นก็จะให้ผลตอบแทนเท่ากับ growth การที่ pe จะปรับเพิ่มขึ้นคงยากเพราะมันสูงมากอยู่แล้ว นี่ยิ่งถ้าเกิดว่าเราคาดการณ์ผิด หมัด growth ที่ยิ่งออกไปไม่เข้าเป้า แทนที่จะ growth 25% บริษัทกลับโตเพียง 5% และมีการปรับ pe ลดลง (หุ้นที่ pe สูงมักจะมีการคาดหวังสูง ถ้ากำไรไม่ได้โตตามที่คาดการณ์ไว้ การปรับ pe ลดลงก็มีให้เห็นบ่อย) กรณีแบบนี้จะทำให้ขาดทุนเอาได้ง่ายๆ ในขณะที่ถ้าได้ผลตอบแทนก็คงไม่ได้สูงมากอะไร - หุ้นที่ growth ไม่สูง แต่ pe ต่ำ แบบนี้ถ้าเป็นไปตามคาดคือกำไรอาจจะโตได้ซัก 10% แล้ว pe ปรับเพิ่มได้อีก ก็ได้ผลตอบแทนสุงกว่า 10% กรณีที่แย่หน่อยคือ pe ไม่ได้ปรับเพิ่มอย่างน้อยก็จะได้ผลอตอบแทนอย่างต่ำประมาณ 10% จะเห็นว่าการถือหุ้นที่มีหมัดเด็ดเพียงหมัดเดียวนั้น นอกจากจะให้ผลตอบแทนไม่สูงแล้ว จะมีโอกาสที่จะทำให้เราขาดทุนได้มากด้วยเช่นกัน แต่การจะหาหุ้นที่มีหมัดเด็ดครบ 2 หมัดนั้น โอกาสเจอก็ค่อนข้างยากพอสมควร ใน 1 ปีเจอซักตัวก็ดีใจแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าเราเจอหุ้นที่ครบเครื่องทั้ง 2 หมัด เราควรจะซื้อในสัดส่วนที่สูงของ port (แต่ก็ไม่ควรเกิน 50% เพราะของแบบนี้อะไรก็ไม่แน่นอน มันอาจจะพลาดก็เป็นได้) แต่ถ้ายังหาไม่เจอจริงๆ การถือหุ้นหมัดเดียวก็ยังพอยอมรับได้ แต่ต้องมั่นใจจริงๆว่าหมัดนั้นจะเข้าเป้า อย่างปัจจุบันผมยังถือหุ้นตัวนึงอยู่ซึ่งตอนนี้เอง pe ก็อยู่ในระดับสูงถึง 12 เท่าแล้ว การที่ pe จะปรับขึ้นอีกคงเป็นไปได้ยาก แต่ผมยังค่อนข้างมั่นใจว่าผลกำไรในอนาคตยังมี growth อยู่ในระดับที่สูงอยู่ เพราะฉะนั้นอย่างน้อยๆ คงเข้าเป้าซักหมัดแน่ๆ ปล. ถ้าคนเคยอ่านหนังสือของ Peter Lynch อาจจะจำอัตราส่วน PEG ได้ .... คือเอา p/e หารด้วย growth ซะ .. ค่ายิ่งน้อยยิ่งดี .. จริงๆก็มีพื้นฐานแนวคิดคล้ายๆกันครับ ผมเอามาอธิบายในภาษาแบบของผมเอง หุ้นหมัดน๊อค (ภาคขยายความ)มีคนอยากให้ผมยกตัวอย่างหุ้นหมัดน๊อคที่เห็นได้ชัดๆในช่วงนี้ ... จริงๆแล้วผมเองก็ไม่ค่อยกล้าที่จะมาทำนายล่วงหน้าเท่าไหร่ว่าหุ้นไหนจะเป็นยังไง... เพราะหลายๆครั้งก็มีพลาดอยู่เหมือนกัน.. บอกๆไปเดี๋ยวจะมีคนมาติดหุ้นตามจะซวยกันหมด ...
จริงๆแล้วระหว่างที่ผมเขียนบทความเจ้าหุ้นหมัดน๊อคอันที่แล้ว มีหุ้นอยู่ตัวนึงที่ผมนึกถึงอยู่คือบริษัทไทยเรยอน หรือมีตัวย่อว่า TR คุณสมบัติของ TR นี่เรียกได้ว่าเข้าแก๊ปจากบทความที่แล้วเป๊ะเลย .. คือมีแนวโน้มธุรกิจและผลกำไรที่ดี และมี PE ต่ำ TR ที่ทำเส้นใยเรยอนครับ .. เป็นบริษัทระดับโลก อยู่ในกลุ่ม Grasim ซึ่งเป็นบริษัทอินเดีย มีคู่แข่งอยู่ในตลาดโลกอยู่เพียงไม่กี่รายเท่านั้น .. เรียกได้ว่าผูกขาดกลายๆเหมือนกัน เลยทำให้เป็นธุรกิจผลิตเส้นใยที่ดูไม่น่าจะมีกำไรดีเท่าไหร่ แต่ดันกำไรดีมากๆ เมื่อปีก่อนมี Gross Profit Margin ประมาณ 22-23 กว่า % ซึ่งสูงมากๆ สำหรับธุรกิจที่ดูน่าเบื่อแบบนี้ ผมมาเจอมันเมื่อประมาณกลางๆปี 50 เห็นว่าบริษัทมีการขยายกำลังการผลิตอย่างมาก จากที่ไม่ได้ขยายมากนาน.. ก็เลยดูว่าน่าจะมีอะไรดีให้ติดตาม เลยค้นไปต่อ .. พยายามหาราคาเส้นใยเรยอนจาก Google แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ แต่พอดีไปเจอราคาของ Cotton ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนกัน .. ผมก็เลยเอาราคาของ Cotton เป็นแนวทางในการวิเคราะห์ .. ก็เห็นว่าราคา Cotton นั้นก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เลยคิดเอาเองว่าเรยอนก็น่าจะขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะถ้า Cotton แพง คนก็จะเปลี่ยนไปใช้เส้นในอื่น .. พอมาใช้เรยอนเยอะขึ้น ตามหลัก Demand Supply ก็น่าจะทำให้เรยอนเพิ่มตาม ... แต่หลักฐานที่ชัดเจนว่าจะดีก็ยังไม่มีครับ เพราะเป็นข้อมูลที่เดาๆเอาเอง แต่พอดูจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นแล้ว จากเดิมมีกำลังประมาณ 3 สายการผลิต .. บริษัทเพิ่มในช่วงต้นปี 50 ไป 1 สาย .. และมีกำลังลงเครื่องจักเพิ่มปี 51 อีก 1 สาย แถมสายการผลิตใหม่ก็เป็นสายที่ทันสมัยกว่า สามารถผลิตเส้นใยเรยอนก็ได้ .. หรือเส้นในโมดาลก็ได้ (ซึ่งเป็นเส้นใยที่กำไรดีกว่าเรยอนอีก) นอกจากนี้บริษัทยังขยายโรงงานไปทำวัตถุดิบเอง ทั้งคาร์บอนไดซัลไฟ รวมถึงย้อนไปปลูกต้นไม้ที่เป็นวัตถุดิบหลักอีกตัวหนึ่ง .... เห็นแบบนี้แล้วผมก็ดูว่าแม้ราคาเรยอนไม่ได้เพิ่มขึ้น (ซึ่งผมดูจากราคา Cotton แล้วก็น่าจะขึ้นนะ) ลำพังแค่กำลังการผลิตที่เพิ่มใหม่ก็น่าจะทำให้บริษัทมี Growth ในระดับที่ดีได้แถว 25-30% ถ้าราคาเส้นใยยังเพิ่มขึ้นได้อีก .. Growth ของกำไรอาจจะได้เห็นเกิน 30-35% ได้ ตอนที่ผมซื้องบออกมาแล้ว 2 ไตรมาสได้กำไรประมาณ 4.4 บาทต่อหุ้น ผมคิดแบบง่ายๆคือเอา 2 คูณไปเป็น 8.8 บาทต่อหุ้น เป็นกำไรทั้งปีแบบหยาบๆ ตอนนั้นหุ้นราคาประมาณ 40 บาทคิดเป็น PE ประมาณ 4.5 เท่าซึ่งน่าสนใจมากๆกับหุ้นที่มี Growth แบบนี้ และถึงแม้ว่ากำไรอาจจะไม่เป็นไปตามที่ผมคาด แต่ด้วยราคาที่ซื้อมาไม่แพงเทียบกับ PE แล้ว ผมว่าความปลอดภัยก็น่าจะมีระดับหนึ่ง เลยซื้อหุ้นเข้าไปเรื่อยๆ ผมซื้อหุ้นไปไม่นานได้ราคาเฉลี่ยแถวๆ 44 บาท งบก็ประกาศออกมาว่าบริษัทได้กำไรในไตรมาส 3 ประมาณ 3.2 บาทต่อหุ้น .. ซึ่งเกินที่ผมตั้งใจว่าจะเป็น 2.2 บาทไว้สูงมาก ราคาหุ้นก็ไปยืนอยู่แถวๆ 50 บาทอยู่ได้พักใหญ่ ... ณ ตอนนี้ผมมีผลตอบแทนแล้วประมาณ 13-14% ซึ่งก็ไม่น้อยเลยด้วยระยะเวลาสั้นๆ ..... สาเหตุที่งบออกมากำไรดีนั้น เนื่องจากกำลังการผลิตใหม่ (สายที่ 4) ทำให้บริษัทผลิตสินค้าออกมาขายได้มากขึ้น บวกกับราคาเส้นในเรยอนนั้นสูงขึ้นจนทำให้ Gross Margin ที่เคยทำได้ประมาณ 23 ต้นๆนั้นพุ่งไปถึง 30% .... ทำให้ผมยิ่งมั่นใจว่าผมเริ่มมาถูกทางแล้ว กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นก็เห็นผลชัดเจนดี ราคาเรยอนก็เพิ่มขึ้นตามที่คิดไว้ (จริงๆเพิ่มสูงกว่าที่คิดไว้เยอะเลย แฮะๆ) ผมก็เลยถือหุ้นต่อไป แม้หุ้นจะไม่ค่อยขยับไปมากเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับกำไรที่เกินคาดขนาดนี้ .... แต่เมื่อไม่นานมานี้อาจจะด้วยว่ามีคนมาสนใจหุ้น TR เพิ่มมากขึ้น และเห็นว่าน่าจะมีแนวโน้มที่ดี จากหุ้นที่ไม่ค่อยมีใครสนใน Trade กันที่ PE ประมาณ 5-6 เท่ามาตลอด .. ราคาเริ่มไต่ขึ้นมาเรื่อยๆจนมาสูงถึง 70 บาทในเวลาไม่นานมาก ... (ณ เวลานี้ผมได้ผลตอบแทนไปแล้ว 59%) ซึ่งกำไรที่ทำไว้ 3 ไตรมาสแรกประมาณ 8 บาทนั้น เมื่อรวมกับกำไรในไตรมาส 4 ที่ผมคาดไว้น่าจะประมาณ 3 บาท (ให้น้อยกว่าไตมาส 3 ที่ทำได้ 3.2 บาทนิดหน่อย เพื่อความปลอดภัยในการประมาณ) จะทำให้ TR มีกำไรทั้งปีประมาณ 11 บาท เทียบกับราคา 70 ก็ Trade กันที่ PE 6.4 เท่าซึ่งสูงกว่าที่เคยเป็นมาพอสมควร ... (ผมแอบหวังว่าตลาดให้ความสนใจมากขึ้นจะปรับ PE ของ TR ให้เพิ่มขึ้นได้กว่าที่เคยเป็นที่ 5-6 มาอยู่ในระดับ 6-7 เท่า) จากการที่ผลกำไรของบริษัทนั้นดีขึ้นเรื่อยๆจากการขยายกำลังการผลิตสายที่ 4 และราคาเส้นในที่สูงขึ้น ทำให้ไตรมาส 3 ทำกำไรได้ประมาณ 3.2 บาท ผมก็คิดต่อเอาเองเล่นๆว่า ในช่วงเดือนมีนาปี 51 สายการผลิตสายที่ 5 จะสามารถเริ่มผลิตได้ตามแผน บวกกับการที่บริษัทย้อนกลับไปทำวัตถุดิบเอง ก็จะทำให้บริษัทมีกำไรที่น่าจะสูงขึ้นกว่า 3.2 บาท .. ผมแอบฝันไปว่าบริษัทจะทำกำไรได้ถึง 4 บาทต่อไตรมาส ... (เพื่อนๆก็เตือนๆกันบ้างอยู่เหมือนกัน ว่าฝันเกินไปรึเปล่า) แต่คิดในใจแล้วทั้งปีก็น่าจะได้ 16 บาท ... เอ้า เป็น 15 ก็ได้.. ลดให้นิดนึง ที่ราคาแถวๆ 68-70 บาทก็คิดเป็น PE เพียง 4.67 เท่าเท่านั้นเอง ... แม้ราคามันจะขึ้นมาเยอะ แต่กำไรมันก็วิ่งเร็วไม่แพ้กัน ทำให้ PE มันยังไม่สูงมาก เห็นยังนี้แล้วผมก็เลยซื้อหุ้นเพิ่มเข้าไปอีกนิดหน่อยแถวๆ 68-69 บาท โดยคาดหวังว่าไตรมาส 4 จะทำกำไรได้ซัก 3 บาท แล้วค่อยเพิ่มเป็น 4 บาทต่อไตรมาสในไตรมาสต่อๆไป .... ณ เวลานี้มีพี่ๆบางคนผมว่าบริษัทอาจจะทำได้ถึงไตรมาสละ 5 บาทก็ได้เป็น .. แต่ผมก็ยังว่ามันดูเยอะไปหน่อย ... แค่ 4 บาทผมก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว ... ถ้าทำได้ 15 บาทต่อหุ้นแล้ว PE 8 เท่า ราคาอาจะได้เห็น 120 บาท ... นี่คิดจากที่ผมซื้อครั้งแรกแถวๆ 44 เป็นผลตอบแทนถึง 172% เลยนะเนี่ย ระหว่างนี้ก็ยังมี Update ราคาเส้นใยอยู่บ้าง ... หาราคา Cotton ดู ก็ยังมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ .... แม้จะคิดไว้แต่แรกว่าไตรมาส 4 นี่ทำได้ 3 บาทก็ดีแล้ว.... เมื่อเย็นวันนี้นี่เอง งบ TR ไตรมาส 4 เพิ่งออกมาให้เห็น .... ผมเห็นกำไรแล้วก็ตกใจตะลึง .. O_O บริษัทสามารถทำกำไรได้ประมาณ 4.4 บาทเลย ... เกินที่ผมคิดไว้เยอะไปไกลมาก ไปดูในงบให้ละเอียดขึ้น ก็เห็นว่ารายได้เพิ่มขึ้นมาก (ผมนับเฉพาะรายได้จากการขายนะครับ คนที่ไปดูงบแล้วดูรายได้รวมอาจจะต่างจากที่ผมเขียนไว้) ... จากปีที่แล้วทำได้เฉลี่ย Q ละ 1300 มา Q1-1418, Q2-1596, Q3-1915 และ Q4 ทำได้สูงถึง 2336 ล้านบาท และ Margin ก็เพิ่มจาก Q3 ที่สูงมากอยู่แล้วที่ 30% มาเป็น 37% .... แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าเส้นใยเรยอนต้องมีราคาเพิ่มขึ้นมากแน่ๆ บริษัทถึงทำกำไรขั้นต้นเป็น % ได้สูงมากขนาดนี้ วันนี้งบออก ไม่รู้พรุ่งนี้ราคาหุ้นจะเป็นยังไงบ้าง .. เสียดายที่ผมซื้อหุ้นตัวนี้ไว้ไม่เยอะมาก (เพราะปัญหาเรื่องสภาพคล่อง + กับตังค์หมดพอดี) ถ้าซื้อไว้เยอะๆคงจะกำไรเยอะกว่านี้อีกเพียบ .. (สุธาษิตจากพี่พอใจใน ThaiVI ที่บอกว่า "รู้อะไรไม่สู้รู้งี้" ยังคงใช้ได้ดีเสมอในทุกสถานการณ์) วันนี้พี่ที่บอกไว้ว่ากำไรต่อหุ้นปีหน้าได้ซัก 5 บาท ก็อาจจะไม่ใช่ฝันเกินจริงๆแล้วก็ได้ครับ ... ถ้าทำได้จริงบริษัทมีกำไรทั้งปีที่ 20 บาทต่อหุ้น .. บวกกับการที่คนมาสนใจหุ้นตัวนี้มากขึ้น เห็นความแข็งแกร่งและแนวโน้มธุรกิจที่ดีมากขึ้น อาจจะทำให้ PE ไปถึง 8 เท่า ... ราคาหุ้นคงมีลุ้นที่ 160 บาทได้ ... คิดจากราคาที่ 44 บาทซึ่งเป็นทุนของผม ... คิดได้เป็นผลตอบแทนถึง 264% ในระยะเวลาปีมาณ 1 ปีกว่าๆเท่านั้นเอง นี้แหละครับ .. หุ้นหมัดน๊อค ที่ผมพูดถึง พอจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นรึยัง .... ปล.1 ราคาหุ้นในอนาคตจะเป็นอย่างไรก็เกินคาดเดาครับ .. ที่ผมเขียนไปเป็นการคาดการณ์ของผมเองล้วนๆ โอกาสผิดพลาดก็อาจจะมีสูง เพราะเวลาที่ถือหุ้นตัวไหนอยู่เยอะๆ ผมชอบจะมีอาการ Bias คิดเข้าข้างหุ้นตัวเองอยู่พอสมควร .. ต้องระวังจุดนี้ด้วย (เพราะผมเชื่อว่าได้อาการเข้าข้างหุ้นตัวเองที่ไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกครับที่เป็น .... คนเล่นหุ้นส่วนใหญ่ก็เป็นกันทั้งนั้น) ปล.2 มีหลายครั้งที่ผมคิดผิดในหุ้นบางตัว ... เช่นกำไรไม่เป็นไปตามที่คาดบ้าง ไม่ค่อยมีคนมาสนใจบ้าง..ทำให้ PE ที่น่าจะสูงขึ้นกลับนิ่งอยู่เหมือนเดิม ... ก็ทำให้ผลตอบแทนไม่ได้สูงอย่างที่ตั้งใจ .. แต่อย่างไรก็ตาม .. การที่ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำ แม้กำไรจะไม่ดีอย่างที่คิด .. หุ้นก็มักจะไม่ลงแรง หรือการซือ้หุ้นที่มีกำไรเติบโตที่พอใช้ แม้ PE ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น เราก็ยังได้ผลตอบแทนเท่าๆกับกำไรที่เติบโตซึ่งก็ยังดี นอกจากจะเป็นเหตุการณ์ที่แย่ที่สุด คือนอกจากกำไรจะไม่โตแล้ว ยังกำไรลดลงด้วย .. และยิ่งกำไรลดลงคนก็อาจจะมองหุ้นแต่ลง PE ก็อาจจะโดนปรับลดลงได้ ... ทำให้ขาดทุนได้เหมือนกัน ... เพราะฉะนั้น จะซื้อหุ้นอะไรต้องศึกษาให้ดีนะครับ ไม่ใช่เห็นใครบอกว่าดีก็ซื้อๆตามโดยไม่ได้ดูพื้นฐานด้วยตัวเอง โอกาสขาดทุนมันสูง ... THX for ur Knowledge!!!! November 26 แชมป์ฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคีอินทรีแดง คว้าแชมป์ฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 24
ทีมฟุตบอล "อินทรีแดง" อัสสัมชัญ คว้าแชมป์จตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 24 โดยเฉือนเอาชนะ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย 1:0 ประตู
จากการโหม่งของไตรรัตน์ พัดเอี่ยม นาที ที่ 79
ณ สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
เมื่อวันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2550 November 24 Valuation MethodsValuation Methods
This addendum to Demonstrate Your Investment Potential is intended to provide additional theory and background information on valuation. This material is presented as a discussion of basic valuation principles and concepts as well as discussion of the various methodologies and approaches used in the valuation of the common shares of a private company. The addendum will describe the following:
This material is presented on the assumption that you will be assisted by a professional financial advisor. It focuses on fundamental valuation principals and various valuation methodologies. Fundamental Principals of ValuationThere are a number of principals of business valuation which apply when a transaction is contemplated:
Value is Relative to Future ExpectationsValue is based on future expectations if the potential investor does not have access to historical cash flows. The return on investment (i.e., the investment being the purchase price) an investor will receive is wholly dependent on the future benefits received from the acquisition. While past earnings may indicate future earnings potential, they do not guarantee future earnings and should not be the only source of information used to predict a company's future cash flow. Value is Relative to Future Cash FlowThe benefit an investor will receive from an acquisition is typically measured in terms of cash flow. While several benefits may not directly pertain to cash flow, typically they can be assessed by converting these amounts to cash equivalents. A Higher Tangible Asset Backing Supports a Higher Going Concern ValueThe tangible asset backing of the company is calculated as the difference between the fair market value of all tangible and identifiable intangible assets. The value of intangible assets and the fair market value of the company's liabilities can be determined separately. Tangible assets represent the assets required in operations such as fixed assets and working capital net of operating liabilities such as bank debt. Identifiable intangible assets are assets such as patents, trademarks and licences. Tangible asset backing is determined based on a going concern assumption. This means the estimated value of net assets should be determined based on the assumption of continued use and would, therefore, include installation costs but not taxes or other costs which would result from disposition of the net assets. Therefore, contingent liabilities and cost of disposition (e.g., recapture, capital gains tax, sales commissions, etc.) are specifically excluded. Tangible asset backing provides insight into the risk associated with the particular investment because, in a worst case scenario, the net tangible assets of the company could be sold. The proceeds realized could then be used to relieve the liabilities of the company and recoup shareholder investment. The tangible asset backing also provides an indication of the capital investment required to enter the market. In this case, the tangible asset backing provides an indication of the potential financial barrier to entry for new competitors. Story/ExampleBob and Doug McKenzie were brothers who owned identical manufacturing businesses. The companies were identical in all respects except Bob's company owned its manufacturing equipment while Doug's company leased its equipment. Doug completed a sale and lease back of the equipment in 1996 with the funds generated on the transaction paid to Doug as a dividend used to finance his personal acquisition of a very expensive sports car. Both Bob and Doug decided to expand operations to take advantage of the increasing demand for their products. Operations required an additional $500,000 to finance new product development. At dinner one evening, Doug stated that investors considered his company to be high risk due to the lack of supporting assets. Investors told Doug if results did not unfold as expected, they could lose all of their investment due to the company's lack of assets. On the other hand, the investors approached by Bob believed his company to be low risk. They said even in the worst case of business failure, proceeds from the sale of the company's underlying net assets would repay most of their investment. Not surprisingly, Bob received financing while Doug did not. Valuation ConceptsTangible Asset BackingAs stated previously, the tangible asset backing is the fair market value of all operating assets less all operating liabilities. Most of the information gathered to calculate the liquidation value is also necessary to calculate the tangible asset backing. Tangible asset backing differs from liquidation value in three ways.
GoodwillThe tangible asset backing must be known before goodwill can be determined. The formula for calculating the value of goodwill is:
Value of Goodwill
Where the analysis is based on an assessment of the company's cash flow (i.e., based on the assumption the company is a going concern), the calculated fair market value of the company will typically exceed the fair market value of its underlying net assets. The excess value is referred to as goodwill. Goodwill is an intangible asset and represents the incremental benefit accruing from a successful assemblage of assets. Goodwill is a valid inclusion in the value analysis to the extent it possesses the following attributes:
While goodwill is an intangible asset, a basis for goodwill can often be attributed to one or more factors particular to the company. In general, goodwill can be derived from one or more of the following:
In general, goodwill is classified as commercial or personal.
Fair Market ValueIn a transaction-oriented valuation, the determination of fair market value is the first step in the pricing process. After fair market value is determined, adjustments are made to reflect the potential benefits realized by the seller and each prospective investor or purchaser. Definition of Fair Market ValueThere is general consensus on the underlying attributes of the definition of Fair Market Value. In general, Fair Market Value can be defined as:
...the highest price available, expressed in terms of money or money's worth, in an open and unrestricted market between informed, prudent parties acting at arm's length and under no compulsion to transact.
Valuation Methodologies and ApproachesThere are two main approaches to the determination of value: the empirical approach and the investment approach. The empirical approach suggests that value is best determined by reference to open market transactions involving similar companies. Value can be determined by referring to value relationship implied in the stock price of similar publicly traded companies. The main advantage of the empirical approach is that it uses information directly from the market. Therefore, more economic factors are considered. In most cases, the empirical approach should not be used as the primary valuation approach in Canada. In the United States, the empirical approach is more widely used. The differences are due to the relatively small number of companies in Canada, the lack of publicly available information, and differences between an investment in a publicly traded company and a privately held business. In addition, an investment in a publicly traded company typically has greater liquidity than an investment in a privately held company. If the company is not truly comparable, how would you adjust the purchase price to derive a meaningful value relationship which can be applied to determine the value of your company? Instead, the empirical approach should be used as a secondary technique to test the reasonableness of conclusions reached through the investment approach. Information related to transactions involving companies which may be somewhat comparable to your company can be obtained from the following sources:
The investment approach suggests value should be determined by reference to a detailed investment analysis using the techniques of financial statement analysis and risk measurement theory. The investment approach is used by sophisticated buyers and sellers in open market transactions. There are two basic approaches to valuing a business: earnings/cash flow-based approaches, and asset-based approaches. The use of a specific approach is generally determined by the operations of a business and whether or not it is a going concern. Going Concern AnalysisThe assessment of fair market value begins with the determination of the economic viability of the company. Economic viability can be assessed by determining if the company has realized a reasonable return on investment in the past. This assessment is based on the inherent risk associated with the industry and the particular company. Economic viability should also be based on whether a reasonable rate of return is expected in the foreseeable future. Consider the circumstance where a company is earning a fair return on employed capital (i.e., the return to owners resulting from continued operation is expected to exceed the proceeds which would be received on the liquidation of the net assets). In this case, fair market value can be determined using one of several methodologies based on future expected cash flows. In some cases, this will be based on the fair market value of the underlying employed assets. Now, consider the case where a company is not earning a fair return on capital employed. The prospects for earning a fair return in the foreseeable future are remote. Fair market value will now be based on the liquidated value of the company's net assets, based on the assumption this value will exceed the value calculated on a going concern basis (i.e., based on cash flow). The liquidation approach to value focuses on a determination of the net realizable value of the company's net assets and, therefore, includes costs associated with winding up the company (e.g., latent tax costs, sales commissions, severance packages, etc.). Assuming entrepreneurs would not seek investment capital for a business which should be wound up, the information as set out in this course will concentrate on going concern methodologies. A description of the liquidation approach and examples of its application can be found in the Canada Valuation Service published by DeBoo. Asset-Based ApproachAn asset-based approach is appropriate under the going concern assumption where the underlying value of the company relates to its assets (as opposed to operating cash flow). An example of this type of company would be a real estate holding company, which not only derives cash flow from rents, etc., but also realizes value from capital appreciation of the buildings it owns. The asset based approach requires the calculation of the fair market value of the company's individual assets and liabilities. Fair market value of the company is calculated as follows:
Fair market value of the company
Capitalization of Earnings MethodThe capitalization of earnings method is based on a simple premise. The future benefits derived from the acquisition of a particular company can be measured based on the after-tax maintainable earnings expected to be realized by the company in the future. Maintainable earnings represent the average level of earnings expected to be achieved in the future. This approach is appropriate in circumstances where the future financial performance of the company is expected to be relatively stable and can therefore be estimated by a single earnings figure. The capitalized earnings approach assumes the earnings are distributed to the shareholders each year (not reinvested in the business). The following general formula calculates the fair market value of all issued and outstanding shares of the company:
Maintainable after-tax earnings from operations
Note: This formula may require modification depending on your circumstances. Assessment of Indicated ValueTo assess the reasonableness of the calculated fair market value using the above methodology, a common approach is to calculate the number of years of after-tax maintainable earnings that will be required to pay back the indicated value of goodwill. Goodwill pay back is a relevant consideration since goodwill represents an intangible asset which would not be recoverable in the worst case scenario where the purchaser has to wind up the company's operations. Therefore, the purchase price pertaining to goodwill represents a higher risk than the purchase price pertaining to fixed assets and other tangible assets. The following is a general formula:
Going concern value of the operations (i.e., fair market value)
The "number of years of earnings in goodwill" calculation is then assessed relative to the nature of the business. In certain industries (e.g., pharmaceuticals), a high degree of goodwill may be evident given the relatively low tangible asset backing typical in this industry. However, in other cases, the calculated amount may indicate an unusually high value in which case the value calculations/assumptions employed in the analysis should be revisited. The calculated "number of years of earnings in goodwill" can also be viewed in relation to the general business risk in the industry. Calculation of Maintainable After-Tax EarningsThe maintainable after-tax earnings is determined as follows.
Past earnings are only a guide to determining future maintainable earnings. View them in combination with earnings projections to achieve optimal results.
Story/ExampleThe following is an example of the determination of maintainable after-tax earnings.
Other Information
Notes:
Strengths and Weaknesses of the Earnings MethodStrengths
Weaknesses
Cash Flow-Based ApproachesIn general, cash flow-based approaches are the preferred methodology where the company is viewed as a going concern. In general, there are two cash flow-based methodologies - the capitalized cash flow approach and the discounted cash flow approach. Capitalized Cash Flow ApproachThe capitalized cash flow is similar to the capitalized earnings approach, except it capitalizes cash flows as opposed to earnings. The capitalized cash flow approach is a more precise methodology than the earnings approach, particularly in cases where the company is capital-intensive, and depreciation and other accounting estimates may not accurately reflect cash flow expenditures. Capitalized Cash Flow FormulaThe following formula calculates the fair market value of all issued and outstanding shares of the company:
Maintainable net income before tax
This methodology is very similar to the capitalized earnings approach. The main difference is the substitution of estimated average sustaining capital reinvestment for depreciation. The key components of this methodology are described below.
The present value of the tax shelter provided by existing UCC balances can be calculated using the following formula:
UCC x Rate of income tax x Rate of capital allowance
Rate of return + Rate of capital cost allowance
Story/ExampleIn calculating the capitalized cash flow value, you have assembled the following information:
The present value of the tax shelter provided by existing UCC balances is approximately $64,000 calculated as follows:
250,000 x 45% x 20%
Strengths and Weaknesses of the Capitalized Cash Flow ApproachStrengths
Weaknesses
Discounted Cash Flow ApproachThe discounted cash flow (DCF) approach requires the projection of cash flows for a specified number of years in the future. The DCF then discounts these amounts by an appropriate discount rate (based on an assessment of the risk associated with realizing the projected future cash flows). Future cash flows are discounted to determine the value today of amounts which will be received at some point in the future. Discounting future cash flows recognizes that a dollar received today is worth more than a dollar received at some point in the future. A dollar received today can be invested, earn income and grow. Furthermore, a dollar received today has greater value. There is a risk a dollar received in the future will not be received. The dollar received today, by definition, does not have this risk of realization. The DCF approach is based on a projection of the company's future cash flows. You should base projected future financial performance on an analysis of the economy in general, the industry in which the company operates and the particular attributes of the company itself. In determining the number of years to project future cash flows (the projected period), an assessment of the reliability of the projections is performed. The projected period is limited to the period for which reliable projections are available. For years subsequent to the projected period, a maintainable annual cash flow is estimated and assumed to be realized on an annual basis in perpetuity. This annual amount is discounted back to the valuation date and is referred to as the residual value of the company. The DCF methodology is generally viewed as the most accurate methodology in cases where a company is considered as a going concern and value is based on future cash flows. A benefit of this methodology is that it allows for annual fluctuations in cash flows which may occur in the future. In contrast, the capitalized cash flow methodology is based on an average cash flow to be received in perpetuity. In many cases, the future annual cash flows of a company are not expected to fluctuate significantly. The added level of precision offered by the DCF methodology may not be required. The DCF methodology does require a more in-depth analysis, and this level of precision may not be worthwhile in certain circumstances. Discounted Cash Flow FormulaThe DCF methodology is based on the following formula:
To Determine Net Operating Cash Flow
To Determine After-Tax Cash Flow
To Determine Net Cash Flow in Each Year
Components of the Discounted Cash Flow FormulaProjected cash flow from operationsProjecting future financial performance is a speculative process which becomes less precise as the projection period is increased. In general, financial projections beyond a five year forecast period are not typically used in the DCF methodology. However, the projection period will depend to a large degree on the industry in which the company operates and the ability to develop reliable projections. For example, in a regulated industry such as utilities, cash flow may be accurately projected for up to 10 years or more. Financial projections can include consideration of inflation or can be stated in constant dollars (i.e., excluding inflation). The methodology employed in either case should be clearly stated and will have a significant impact on the discount rate which is described below. Working capital changesWorking capital is defined as the current assets less current liabilities of the company. The analysis should include a determination of additional investments required in working capital because the DCF methodology permits cash flows to be estimated on a year by year basis during the projected period. As a company continues to grow, it will be required to reinvest some of the cash flow in current assets such as inventory and a larger accounts receivable balance. Part of these investments can be funded through increased debt (e.g., accounts payable and operating loans). This represents a cash outflow, to the extent cash flow generated by the business is used for this purpose. You should then reduce the projected cash flows of the company accordingly. Capital additionsAs previously discussed, capital additions may be required to maintain the ongoing viability of the company. To the extent capital acquisitions are required, these expenditures should be reflected as deductions to the company's cash flow in the year in which you expect to incur them. In certain circumstances, capital additions may have a beneficial tax advantage which will reduce the ultimate taxes payable by the company. In such circumstances, this tax benefit should also be reflected in the cash flows as a reduction to the taxes payable. Debt RepaymentsDebt principal payments are a cash outflow to the company. However, principal repayments are typically excluded from the DCF valuation. This deduction is based on the assumption the principal repayment can be replaced by new debt. Therefore, the net effect on cash flows is nil. Taxes PayableIncome taxes are applied to the cash flows based on the prevailing income tax rates. This analysis is based on the assumption income tax rates will continue into the future. If the government announces income tax changes which will affect the future taxes payable in a given year, you should reflect these adjustments in the cash flows in that particular year. Discount RateThe discount rate is similar to the capitalization multiple discussed in the capitalized cash flow methodology described above. In essence, the discount factor recognizes the fact that a dollar received today is worth more than a dollar received a year from now. A dollar received today can be invested, earn interest and grow. Therefore, a dollar received in the future must be discounted (i.e., reduced) to reflect its value today. The determination of the appropriate discount rate (and capitalization rate) are discussed in a later section. Redundant AssetsIn many circumstances, a company will accumulate various assets which are not essential to the ongoing operations of the core business. For example, successful corporations may have large cash balances or investments in marketable securities. In most circumstances, these assets can be removed from the company without adversely affecting the operations of the business. These assets are commonly referred to as redundant assets. How do you determine the fair market value using a cash flow approach? The cash flows of the company will exclude consideration of any income/expenses earned on these redundant assets. Therefore, you must then adjust the calculated fair market value based on cash flow to reflect the value of these redundant assets which have been assumed to be removed from the company. The fair market value of a redundant asset should reflect the fair market value of the asset less any costs associated with removing it from the corporation. For example, cash is easily valued and removed from the corporation so that the fair market value may be the face value reported in the company's financial statements. However, marketable securities are typically recorded at historical costs and there may have been a significant fluctuation in the value of these investments. The fair market value of the marketable securities should reflect the current market value less any costs of disposition (i.e., sales commissions, etc.). You should be cautious to ensure the assets which appear to be redundant are in fact not necessary for the operations of the business. For example, large cash balances may be required by the business if the business is seasonal and the large cash balance has been set aside to invest in inventory. Furthermore, marketable securities and other investments may be required due to debt covenants, etc. Hidden Redundant AssetsA review of the company's balance sheet may indicate a hidden redundant asset if the company does not fully use available financial leverage. Many companies operate with a very low level of debt financing. Basic valuation principals assert that due to tax benefits being afforded interest expense, it is advantageous to introduce some level of debt financing into a company's operations. By doing this, the fair market value of the company will be maximized. If a company does not have debt financing, you should adjust the cash flows and balance sheet to reflect the appropriate level of imputed debt financing. The net effect is to reduce the cash flows by the imputed interest expense and to introduce additional cash available for distribution to the balance sheet. The amount borrowed (imputed) is treated as a redundant asset. Therefore, it is added to the fair market value calculated based on a cash flow methodology. Strengths and Weaknesses of the Discounted Cash Flow ApproachStrengths
Weaknesses
Multipliers, Capitalization Rates and Discount RatesThe selection of a discount rate is required to calculate the risk adjusted present value of expected future cash flows of your company. The rate selected is based on an assessment of general and prevailing economic market conditions, trends and conditions within the industry, the financial condition and prospects of the company, and the overall risk attached to the cash flow of the business. In this regard, the discount rate is composed of the following:
In general, a premium is added to the risk free rate of return to reflect an investor's required rate of return from that investment. The investor's required rate of return is based on the perceived risk of realizing the projected cash flows and the security of the investment. The risk free rate of return can be estimated by long-term government bonds based on the assumption the risk of default is virtually nil. This risk free rate of return has two components:
If the market anticipates increases in future inflation, the risk free rate of return would increase accordingly. Investors view investments in companies as longer term. You should then base the risk free rate on long-term government bonds. The rate of return on these instruments represent the market's expectation regarding long-term inflation. An equity risk premium is the premium return an investor in equities will require over and above the rate of return which that investor would realize from a risk free investment. The equity risk premium is typically determined relative to historical market return relationships. Recent studies indicate after-tax equity risk premiums are generally in the range of 4% to 5%. After determining the required rate of return on equity investments in general, the analysis then focuses on the risk pertaining to the industry in which the company operates. The analysis also focuses on the risk associated with realizing the cash flows of the company in particular. In general, this is a qualitative analysis and the specific considerations will depend on the specific circumstances of the case under review. In general, the analysis may consider the following:
In general, the financial projections should reflect the best estimate of future financial performance. The discount rate can then be adjusted to reflect qualitative factors (in addition to the risk free rate of return) - an equity risk premium. An example of the qualitative analysis used to determine the premium over the return on equity investments is provided here.
This required rate of return should be consistent with the cash flow forecast in terms of inflation — both should either include or exclude inflation. Investor Rates of ReturnThe investor will want to ensure the project or business will provide a sufficiently high level of return on investment to compensate for the perceived risk the investor will assume. The required rate of return will vary greatly depending on the nature of the opportunity and on the structure of the investment (i.e., debt or equity). The higher an investor perceives the risk to be, the higher the rate of return the investor will require. Your investor may be looking for a rate of return of 15% to 25% on a subordinated debt instrument and as much as 25% to 40% on an equity investment. These high rates of return are driven by the substantial risks associated with private equity investment. These risks include high rates of business failure, long periods of time before capital is returned to the investor, the investor's likely inability to control or influence the operations of the company, and the general lack of liquidity associated with an investment in a privately held company. Rules of ThumbClosely related to the "comparable transaction" methodology is an analysis involving rules of thumb in the industry. Rules of thumb pertain to quick and general analyses which apply a basic multiple to a measure of cash flows or asset values. For example, a general valuation rule of thumb within the industry may be a multiple of revenues, multiple of the number of repeat customers, gross margin or book value. In general, rules of thumb are not a primary valuation technique but can provide useful insight into how the industry views a particular company. In this case, it can provide a useful reasonableness check on the value determined using a primary valuation technique. The analysis is further complicated by the fact that rules of thumb are not regularly adjusted to reflect the fluid nature of value (recall that value reflects a particular point in time). Furthermore, rules of thumb do not provide insight into the specific characteristics of a particular company, and therefore, should be considered general estimates only. November 19 เจ้าสัวเยสเตอร์เดย์เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ประมาณว่าเลยเลขห้าสิบปีขึ้นไปแล้ว เขาก็มักจะคิดย้อนอดีตถึงความหลัง โดยเฉพาะในช่วงที่ยังเป็นเด็ก ผมเองมีเรื่องหนึ่งที่ยังจำได้ แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องประทับใจหรือเกี่ยวข้องกับตัวเองนักในช่วงนั้น แต่เมื่อมาถึงวันนี้ที่ผมกลายเป็นนักลงทุนเต็มตัว ผมก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าทึ่งและน่าจะเป็นบทเรียนให้แก่คนทั่วไปได้ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 37 ปีมาแล้วขณะที่ผมยังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมปลายในโรงเรียนชั้นนำที่ประกอบไปด้วยนักเรียนที่เรียนดีที่สุดของประเทศ แต่มาจากครอบครัวที่หลากหลายตั้งแต่มหาเศรษฐีถึงยาจก ในวันหนึ่ง ผมได้ยินเพื่อนร่วมห้องบอกว่ามีสาวสวยที่เรียนอยู่แผนกศิลป์ชื่อ พรฟ้า (นามสมมุติ) เพิ่งได้รับมรดกคิดเป็นเงินถึง 50 ล้านบาท (ตัวเลขประมาณ ๆ นี้) ซึ่งทำให้ผมรู้สึกทึ่งมาก ค่าที่ว่าเธอเป็นคนที่สวย เพรียบพูนด้วยเสน่ห์อยู่แล้ว และยังรวยเป็นมหาเศรษฐีของเมืองไทยตั้งแต่อายุยังน้อย หลังจากนั้นผมก็ลืมเรื่องนี้เพราะชีวิตผมกับเธอนั้น แทบจะเรียกว่าอยู่กันคนละขั้วของโลก ผมไม่เคยเจอพรฟ้าอีกเลยและก็จำเธอไม่ได้ แต่ผมลองคำนวณดูว่าถ้าพรฟ้าเรียนจบและแต่งงานเป็นแม่บ้านโดยไม่ได้ลงทุนในธุรกิจ หรือซื้อหุ้นลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ แต่นำเงินทั้งหมดฝากไว้ในธนาคารซึ่งถือว่าเป็นแหล่งที่จะสามารถรักษาเงินต้นไว้ได้อย่างแน่นอนพร้อมดอกเบี้ยที่จะสามารถนำมาใช้จ่ายได้ตลอดชีวิต จนถึงวันนี้ เธอควรมีเงินสักเท่าไรและจะยังเป็นมหาเศรษฐีของเมืองไทยอยู่หรือไม่ คำตอบที่ได้ก็คือ ด้วยผลตอบแทนจากดอกเบี้ยประมาณปีละ 5% เงินที่มีในวันนี้ สมมุติว่าเธอไม่ต้องถอนไปใช้เลย น่าจะเพิ่มพูนขึ้นเป็นประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งด้วยมาตรฐานในปัจจุบัน ผมคิดว่าพรฟ้าก็ยังน่าจะถูกเรียกว่าเป็นเศรษฐีคนหนึ่งของเมืองไทยได้ เพียงแต่ว่า พรฟ้าคงไม่ใช่มหาเศรษฐีที่เป็นที่หมายปองของหนุ่มในสังคมชั้นสูงทุกคนอีกต่อไป ว่าที่จริง พรฟ้าอาจจะเป็นคนมีเงินธรรมดา ๆ ที่แทบจะไม่มีใครสนใจเลย เพราะคนที่มีเงิน 300 ล้านบาท แต่ไม่ได้มีหน้าที่การงานโดดเด่นและไม่ได้ทำธุรกิจที่จะสามารถ “อวด” ความมั่งคั่งกับใครได้นั้น ในสังคมปัจจุบันแทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย เหตุผลที่พรฟ้ากลายเป็นคนรวยธรรมดา ๆ นั้น ไม่ใช่เพราะพรฟ้ามีเงินน้อยลง หรือเงินที่มีอยู่สามารถซื้อสินค้าหรือบริการน้อยลง เงิน 300 ล้านบาทในวันนี้ สามารถซื้อสินค้าได้มากกว่าเงิน 50 ล้านบาทเมื่อ 37 ปีที่แล้วอย่างแน่นอน พรฟ้าสามารถมีบ้านใหญ่ขึ้น มีรถหรูหราขึ้น ไปเที่ยวต่างประเทศได้มากขึ้นมาก และแม้ว่าพรฟ้าอาจจะมีคนรับใช้หรือดูแลบ้านน้อยลง แต่ชีวิตของพรฟ้าน่าจะสะดวกสบายและหรูหราขึ้น ทั้งหมดนั้นเป็นการเปรียบเทียบระหว่างพรฟ้าในวันนี้กับพรฟ้าเมื่อ 37 ปีก่อน แต่สิ่งที่ทำให้พรฟ้ากลายเป็นคนรวยธรรมดานั้นอยู่ที่ว่า ในวันนี้ มีคนรวยหรือเศรษฐีที่มีเงินมากกว่า 300 ล้านบาทจำนวนมาก รวมถึง “ยาจก” หลายคนที่เรียนจบจากโรงเรียนเดียวกับพรฟ้า คนมีเงิน 300 ล้านบาทในปัจจุบันไม่ใช่มหาเศรษฐีเหมือนอย่างคนที่มีเงิน 50 ล้านบาทเมื่อ 37 ปีก่อนเป็น ช่วงเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจสูงมาก ส่งผลให้คนที่ทำงาน ทำธุรกิจ และลงทุนในตลาดหุ้นบางคนที่ประสบความสำเร็จร่ำรวยขึ้นมาก และทำให้จำนวนเศรษฐีและมหาเศรษฐีเฟ้อ ในอดีต คนที่กินเงินเดือนนั้น แทบไม่มีโอกาสรวยไม่ต้องพูดว่าเป็นเศรษฐี แต่ในปัจจุบัน ผู้บริหารของบริษัทใหญ่ ๆ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สามารถทำเงินเป็นร้อย ๆ ล้านบาทได้จากเงินเดือน โบนัส และที่สำคัญจากหุ้นของบริษัทที่ได้มาในฐานะที่เป็นผู้บริหาร ดังนั้น “ยาจก” หลายคนที่เรียนเก่ง เลือกสาขาที่เรียนและทำงานในบริษัทที่ถูกต้อง จึงสามารถรวยเท่าหรือรวยกว่าพรฟ้าได้หลังจากเวลาผ่านไป 30-40 ปี เช่นเดียวกัน เด็กที่เรียนดีพอประมาณ แต่มีความขยันและความมุ่งมั่นสูงจำนวนไม่น้อย เมื่อเรียนจบทำงาน มีประสบการณ์ เริ่มทำธุรกิจเอง และด้วยความสามารถและอาจจะด้วยโชคชะตาอำนวย ประสบความสำเร็จ พวกเขาก็จะกลายเป็นคนมีอันจะกินที่อาจจะมีฐานะไม่ต่างจากพรฟ้ามากนัก แต่สำหรับบางคนที่มีความทะเยอทะยานสูงและสามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และทำให้ตนเองกลายเป็นมหาเศรษฐีที่มีความมั่งคั่งเหนือกว่าพรฟ้ามากจนเปรียบเทียบกันไม่ได้ ที่พูดมาทั้งหมดนั้น มาจากสมมุติฐานว่าพรฟ้าไม่ได้ทำอะไรนอกจากฝากเงินในธนาคาร แต่ถ้าสมมุติว่าพรฟ้านำเงิน 50 ล้านบาทมาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หลังจากที่ตลาดเปิดเมื่อ 32 ปีก่อนโดยลงทุนแบบกระจายถือหุ้นตัวหลัก ๆ จำนวนเป็น 10 บริษัทขึ้นไป และถือหุ้นเหล่านั้นมาตลอด ถึงวันนี้ พรฟ้าจะมีเงินเท่าไร? คำตอบก็คือ ประมาณ 1,350 ล้านบาท และด้วยเงินในระดับนี้ พรฟ้าก็น่าจะยังรักษาสถานะของการเป็น “มหาเศรษฐี” ไว้ได้ แม้ว่าตำแหน่งของความร่ำรวยในสังคมอาจจะลดลงบ้างเมื่อเทียบกับสมัยที่เธอมีเงิน 50 ล้านบาทเมื่อ 37 ปีก่อน ผมเขียนเล่า “นิยายการเงิน” เรื่องนี้ ไม่ได้มีเหตุผลอื่นนอกจากต้องการที่จะบอกว่า เงินทองหรือความมั่งคั่งที่เรามีอยู่ในวันนี้ที่เราพอใจนั้น ถ้าเราอยากจะรักษามันไว้ให้อยู่ในสถานะที่เราพอใจในวันข้างหน้านั้น ไม่ใช่อยู่ที่การพยายามรักษามันไว้ในที่ที่ “ปลอดภัยที่สุด” ที่เป็นการฝากไว้ในธนาคารเพียงอย่างเดียว แต่เราจะต้องรู้จักบริหารให้มันเติบโตไปกับเศรษฐกิจหรือความมั่งคั่งของสังคมโดยรวม และที่หนึ่งที่เราจะทำได้ดีที่สุดโดยที่มีความเสี่ยงจำกัดก็คือ การลงทุนในตลาดหุ้น โดยที่ถ้าเราไม่แน่ใจในความสามารถของการเลือกหุ้นของเรา เราก็สามารถลงทุนในกองทุนรวมหรือซื้อหุ้น TDEX ที่จะให้ผลตอบแทนเท่ากับผลตอบแทนของตลาดหุ้นได้ แต่ถ้าเราไม่ทำ โอกาสที่ความมั่งคั่งของเราจะลดลง “โดยการเปรียบเทียบ” จะสูงมาก พูดง่าย ๆ แม้แต่เจ้าสัว ถ้าไม่ทำอะไร พอถึงวันหนึ่งก็อาจจะพบว่า เขาอาจจะกลายเป็น “เจ้าสัวเยสเตอร์เดย์” ได้ ซึ่งประโยคนี้ ผมคิดว่าเป็นคำเตือนใจที่ “โดน” มาก November 07 ท่านปธ.ซิตี้รับเซอร์ไพรส์ฟอร์มซีซั่นนี้
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวเรือใหญ่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอมรับเซอร์ไพรส์สุดๆ กับฟอร์มอันยอดเยี่ยมของทัพ "เรือใบสีฟ้า" ในซีซั่นนี้ จนอดไม่ได้ที่จะฝันไกลไปถึงการคว้าโควตาลุยศึกฟุตบอลยุโรปได้สำเร็จในบั้นปลาย
November 06 กระ(ทิง)เทียมดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 6 พฤศจิกายน 2550 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ขึ้นมาในช่วงนี้อาจทำให้คนทั่วไปคิดว่าคนที่เล่นหุ้นหรือลงทุนในตลาดหุ้นคงรวยกันทั่วหน้า เพราะดัชนีปรับตัวขึ้นมาจากสิ้นปีที่แล้วที่ 680 จุด ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2550 เป็น 907 จุดหรือเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 33% มูลค่าหุ้นทั้งตลาดหรือ Market Cap. ก็เพิ่มขึ้นจากประมาณ 5.1 ล้านล้านบาท เป็น 7 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 1.9 ล้านล้านบาท แต่นักลงทุน โดยเฉพาะ Value Investor หลายคนกลับรู้สึกว่าหุ้นของตนเองมีมูลค่าเพิ่มขึ้นน้อยมากทั้ง ๆ ที่การเพิ่มขึ้นของดัชนีในระดับนี้ต้องถือว่าเป็นตลาด “กระทิง” เต็มตัว ด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ผมจึงลองทำวิจัยเล็ก ๆ ดูว่า “กระทิง” ตัวนี้มาจากไหน เป็นกระทิงจริง ๆ หรือเปล่า นั่นคือ เป็นตลาดที่ราคาหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นไปในระดับสูงไม่ใช่เป็นการปรับตัวขึ้นของหุ้นขนาดใหญ่ ๆ เพียงไม่กี่ตัวในบางอุตสาหกรรมเท่านั้น วิธีการดูของผมก็ทำแบบง่าย ๆ โดยผมเลือกเฉพาะหุ้นที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดของหุ้นเพิ่มขึ้นมากที่สุด 10 ตัว นับตั้งแต่สิ้นปีที่แล้วถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2550 เมื่อกำหนดได้แล้วก็จะมาดูว่าหุ้นเหล่านั้นเป็นหุ้นกลุ่มไหน และทำไมมูลค่าจึงเพิ่มขึ้นมาก และดูต่อไปว่ามันมีราคาเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ มากหรือน้อยกว่า 33% ที่เป็นค่าเฉลี่ย จากนั้นก็ไปดูต่อว่า หุ้นที่เหลือทั้งหมดกว่า 500 ตัว สร้างมูลค่าเพิ่มเท่าไรและราคาเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะดูว่า ถ้าเราบังเอิญไม่ได้เล่นหรือถือหุ้น 10 ตัวดังกล่าว เราน่าจะได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยกี่เปอร์เซ็นต์ เรียงลำดับตั้งแต่หุ้นที่สร้างมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นสูงสุดก็คือ หุ้นของ ปตท. ซึ่งใช้เวลาเพียง 10 เดือนมีมูลค่าเพิ่มจาก 589,034 ล้านบาท เป็น 1,205,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 616,066 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 105% และทำให้หุ้น ปตท. กลายเป็นอภิมหาหุ้นในตลาด คือ ตัวเดียวมีมูลค่าตลาดถึง 17% ของหุ้นทั้งตลาด หุ้นที่สร้างมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นในลำดับที่สอง ก็คือ ลูกของหุ้น ปตท. หรือ ปตท.สผ. ซึ่งสร้างมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น 213,562 ล้านบาท และทำให้บริษัทมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 317,099 เป็น 530,661 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 67% และปตท.สผ. ก็กลายเป็นอภิมหาหุ้นอีกตัวหนึ่งที่มีมูลค่าตลาดเกือบ 8% ซึ่งเมื่อรวมกับ ปตท. ก็จะกลายเป็น 25% หรือเป็น 1 ใน 4 ของหุ้นทั้งตลาด นอกจาก ปตท. และ ปตท.สผ. แล้ว หุ้นในกลุ่มของ ปตท. ที่เข้าอยู่ในบัญชี 10 บริษัทที่สร้างมูลค่าตลาดเพิ่มสูงสุดยังประกอบด้วยหุ้นไทยออยล์หรือ TOP ซึ่งมาในอันดับที่ 4 มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 91,801 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 86% หุ้น ปตท. เคมีคอล หรือ PTTCH ที่มาในอันดับ 5 มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 90,172 ล้านบาท หุ้นอะโรเมติกส์ หรือ ATC ซึ่งมาในอันดับ 9 มีมูลค่าเพิ่ม 39,235 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 125% และหุ้นโรงกลั่นน้ำมันระยอง หรือ RRC ซึ่งมาในอันดับที่ 10 มีมูลค่าเพิ่ม 25,797 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 53% รวมแล้วหุ้นที่มีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นสูงสุด 10 อันดับ เป็นหุ้นในกลุ่ม ปตท. ถึง 6 บริษัท และทั้งหมดเป็นหุ้นในกลุ่มพลังงานหรือปิโตรเคมี หุ้นในลำดับที่ 6 และเป็นหุ้นกลุ่มพลังงานเช่นกันก็คือ หุ้นบ้านปู (BANPU) ซึ่งจากเดิมเป็นหุ้นขนาดกลางมีมูลค่าตลาดเพียง 49,458 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 127,178 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 77,720 ล้านบาท และเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 157% ภายในเวลาเพียง 10 เดือน ถึงจุดนี้เราน่าจะพูดได้เต็มปากว่า การขึ้นของหุ้นรอบนี้ หรือกระทิงตัวนี้ หลัก ๆ มาจากกลุ่มพลังงาน เช่น น้ำมันและถ่านหิน และปิโตรเลียม ซึ่งมีราคาเพิ่มขึ้นมหาศาลในช่วงปีที่ผ่านมา หุ้นที่เหลืออีก 3 ตัว ต่างก็มาจากหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยตัวแรกคือ หุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยาหรือ BAY ที่มาในอันดับที่ 3 สร้างมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นถึง 106,826 ล้านบาท และเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 197% หุ้นธนาคารกสิกรไทยหรือ KBANK ที่มาในอันดับ 7 สร้างมูลค่าตลาดของหุ้นเพิ่มขึ้น 61,271 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 42% และหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์หรือ SCB ที่มาในอันดับ 8 สร้างมูลค่าตลาดเพิ่ม 60,202 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 55% อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นกลุ่มแบงค์นี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นการเพิ่มเฉพาะธนาคารเอกชนที่มีปัญหาน้อยหรือมีการจัดการที่ดีในสายตาของนักลงทุน โดยเฉพาะจากต่างประเทศ โดยรวมแล้ว 10 บริษัทที่มีมูลค่าตลาดของหุ้นเพิ่มสูงสุด มีมูลค่าตลาดในวันสิ้นปีที่แล้วประมาณ 1,561,906 ล้านบาท และได้สร้างมูลค่าเพิ่ม 1,382,652 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 88.5% และคิดเป็น 76% ของมูลค่าเพิ่มทั้งตลาด ในขณะที่หุ้นอื่น ๆ ที่เหลือกว่า 500 ตัว ที่มีมูลค่าตลาดประมาณ 3,516,799 ล้านบาท สร้างมูลค่าเพิ่มเพียงประมาณ 438,835 ล้านบาท หรือมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นเพียง 12.5% และคิดเป็นเพียง 24% ของมูลค่าเพิ่มทั้งตลาด คนอาจจะสงสัยว่า หุ้นขึ้นเพราะบริษัทสุดยอด 10 บริษัทนั้น มีกำไรดีขึ้นมาก แต่ตัวเลขกำไร 2 ไตรมาศที่ผ่านมาของปีนี้ของทั้ง 10 บริษัทรวมกันเท่ากับ 102,127 ล้านบาท ถ้าเอา 2 คูณก็ประมาณได้ว่าทั้งปีนี้น่าจะได้ 204,254 ล้านบาท ในขณะที่ปีที่แล้ว 10 บริษัทนี้มีกำไรรวมกันเท่ากับ 203,610 ล้านบาท คิดแล้ว กำไรปีนี้อาจจะไม่เพิ่มเลย เท่ากับว่า ปีนี้ที่ราคาและมูลค่าหุ้นของสุดยอดบริษัทเพิ่มขึ้นมาเกือบเท่าตัวนั้น อาจจะไม่ได้มาจากเรื่องของกำไรเลย การเพิ่มขึ้นอาจจะมาจากการปรับมุมมองของนักลงทุน โดยเฉพาะจากต่างประเทศ ที่มองว่าหุ้นเหล่านี้มีราคาถูกเมื่อเทียบกับหุ้นคล้าย ๆ กันในต่างประเทศ และอาจจะมองว่าในอนาคต หุ้นเหล่านี้น่าจะมีกำไรเพิ่มขึ้น เพราะราคาของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะพลังงานและปิโตรเลียมกำลังมีราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก ส่วนหุ้นอีกหลายร้อยตัวซึ่งต่างชาติไม่สนใจ หรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่ขายให้แก่คนไทยเป็นหลักนั้น ราคาหุ้นก็ไม่ได้ขึ้นโดดเด่นอะไรที่จะเรียกว่าตลาดอยู่ในภาวะกระทิงได้ ดังนั้น ผมจึงขอสรุปว่า กระทิงตัวนี้ เป็น กระ(ทิง)เทียม ครับ |
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||